7.30 เราตื่นป้ายังไม่ตื่น..แปรงฟันแต่งตัวอาบน้ำ
(ไหนๆ ก็ห้องมีฮีตเตอร์อุ่นสบายแล้ว อาบน้ำให้สดชื่นดีกว่า..
ผิดวิสัยเช้าหน้าหนาวมาก 555)
ขนมปังหนึ่ง นมหนึ่ง แฮมชุด
แง้มประตูค่อยๆ แล้วไปเที่ยวดีกว่า
ตอนเดินทางอากาศดี สดใส (แต่เย็นยะเยือกมาก)
ไฉน ไปถึงที่หมาย ฟ้าเริ่มจะปิดหม่นหมองสุดๆ
ในเมื่อเคยไปเที่ยวหอไอเฟล
สัญลักษณ์ของ World Expo มาแล้ว
มาบรัสเซลส์ทั้งที
แวะทัก คุณอโตเมี่ยม (Atomium) หน่อย
มันคือ อนุสรณ์สมัย 1958 ที่มาจัดงาน World Expo
ตามประสาคนไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์(เลยยย)
ไอ้เจ้าลูกเหล็กกลมๆ 9 ลูกนี้มันคืออะไร ?
มันคือ.. การจำลองภาพขยายของเซลส์
165 ล้านเท่า !!!!! มองจากรูปเหมือนจะไม่ใหญ่
แต่พอไปยืนข้างใต้
แต่พอไปยืนข้างใต้
"ตัวเราโคตรจะเล็กเลย"
อารมณ์เดียวกะตอนไปยืนใต้หอไอเฟลเป๊ะๆ
ต่างกันแค่ปริมาณผู้เยี่ยมชมที่น้อยมาก
(หรือเราเลือกสถานที่เที่ยวผิดหว่า..)
ลิฟท์ที่นี่ "เร็วมาก"
5 เมตร/วินาที
ด้วยความสูง 100 กว่าเมตร
ยังไม่ถึงครึ่งนาที ก็ไปถึงยอดแล้ว
ว่ากันว่า สมัยที่สร้างเจ้านี่
ลิฟท์ก็ไฮโซแบบนี้อยู่แล้ว
เราคือผู้ใหญ่คนเดียวในลิฟต์ตัวนี้
เลยแอบถ่ายรูปน้องเด็กเก็บไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อย
ชั้นบนสุดของ เจ้าลูกตุ้มนี้ เป็นจุดชมวิว มองไปมารอบๆ
แล้วก็กลับ...
เวลาหายไปเกือบเที่ยง... ย้ายถิ่นฐานดีกว่า
จะเข้าเมือง แต่ไปๆมาๆ หลงทางค่ะ
หลงหนักด้วย งงมาก ไม่รู้ว่ายืนอยู่ที่ไหนในแผนที่
อันเป็นอาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นตอนเที่ยวคนเดียวมาก่อน
โมโหตัวเอง
โมโหหิว
งั้นกินก่อนละกัน
ตามเคย อาหารที่ชวนให้เจ็บคอที่สุด
"มันฝรั่งทอด"
กินร้อนๆ ตอนอากาศหนาวๆ
ค่อยหายโมโหตัวเองได้หน่อย 555
(จริงๆ แล้วแค่โมโหหิวนี่เอง)
ตึกรามบ้านช่องเมืองนี้น่ารักดี มีการ์ตูนวาดเป็นระยะๆ
ตัดกับอารมณ์เมืองที่สีตุ่นๆ
บางจุดมี เรื่องราวของ Tin Tin (ตัว -in ภาษาฝรั่งเศสอ่านว่า
แอง เหมือน Rodin / Pierre / Cardin Martin ^^) เจ้าแตงแตงนี้
เป็นชื่อของตัวเอกในการ์ตูน รับบทเป็น ผู้สื่อข่าวชาวเบลเยี่ยม
พร้อมหมาคู่ใจ
การ์ตูนเวอร์ชั่นในหนังสือพิมพ์
เก่าแก่ดังไปทั่วโลก ในนาม
The Adventures of Tintin (1929)
เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอีกแฮะ
เป็นทริป เดินเรื่อยเปื่อยอีกทริป... ที่ความหนาว และความโดดเดี่ยว
ช่วยทำให้เดินทอดน่องช้าถึงช้าที่สุด...
ผิดกับสมัยเดินเก็บแรลลี่ ไปให้ทัน ให้ครบทุกที่
หรือเราแก่แล้วจริงๆ ด้วย
ข้างบนเป็นรัฐสภา ที่เข้าไม่ได้ -_-'
เดินดู Flea Market ตลาดเหา ขายของเก่าใจกลางเมือง
ไม่ได้อะไรติดมือ เพราะมันเก่ามาก...

เป็นวันที่ถ่ายรูป เวอร์ชั่นหม่นหมองได้มันส์สะใจ
มาคนเดียว จะว่าดีก็คงได้มีโอกาส
ค่อยๆ เดิน
ค่อยๆ มอง
ค่อยๆ สังเกตทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ไม่มีใครมากำหนดเวลาเที่ยว
กำหนดเวลาหิว เวลาทาน
ตามใจฉัน ^_^
ไม่ได้อะไรติดมือ เพราะมันเก่ามาก...
เป็นวันที่ถ่ายรูป เวอร์ชั่นหม่นหมองได้มันส์สะใจ
มาคนเดียว จะว่าดีก็คงได้มีโอกาส
ค่อยๆ เดิน
ค่อยๆ มอง
ค่อยๆ สังเกตทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ไม่มีใครมากำหนดเวลาเที่ยว
กำหนดเวลาหิว เวลาทาน
ตามใจฉัน ^_^
เดินข้างนอกนานๆ
อุณหภูมิร่างกายเริ่มใกล้จะแตะจุดเยือกแข็ง
จุดหมายถัดไป พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี
Musical Instrument Museum (Brussels)
ทุกที่ มีภาษาฝรั่งเศสกำกับพร้อมภาษาเฟลมมิช
คำว่าขอบคุณก็คล้าๆย กันเนาะ
Thank You --> Danke (ภาษาเยอรมัน) --> Dank U (เฟลมมิช)
ส่วน Merci นี่มันมาจากคำไหนหว่า ?? (Mercy ?)
เดินนานไปหน่อย แวะหม่ำกาแฟ ชอปปิ้งของที่ระลึก
ออกมาอีกที ที่อื่นก็ปิดเกือบหมดแล้ว
วิ่งๆๆๆ ไปจนถึง สำนักงานใหญ่ EU
ที่มีศูนย์กลาง ออฟฟิศ สำนักงานอยู่ที่บรัสเซลส์
ที่มีศูนย์กลาง ออฟฟิศ สำนักงานอยู่ที่บรัสเซลส์
ไปนั่งดูคนเขาเดินเข้าเดินออก.. ตั้งใจทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
ทดไว้ในใจว่า พรุ่งนี้เช้าจะยอมไปเมือง Antwerp ช้าหน่อย
เพื่อแวะมาเที่ยว ที่นี่มีไกด์แนะนำข้างในเป็นเรื่องเป็นราว
ลัดเลาะลงสถานีรถไฟใต้ดิน กลับบ้านซะที..
มีนัดกับป้าแอนิต้าตอนหนึ่งทุ่ม ว่าจะทำอาหารไทยให้ทาน
สอย แกงเขียวหวาน Lobo
มาจาก Duisburg
ได้ข้าวสวย จากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่บรัสเซลส์
แค่นี้ ก็ได้อาหารร้อนๆ ให้ชื่นใจมื้อเย็นหน้าหนาวๆ แล้ว
จบภาคอาหารแล้ว
ป้าเปิดไวน์ไม่อั้น
และช็อกโกแลต
คุย ดื่ม และเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของเราสองคน
คนแปลกหน้า......
นับเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนาน
เป็นคืนที่ประทับใจมากจนถึงทุกวันนี้....
No comments:
Post a Comment