ถึงเวลาต้องกลับเบอร์ลิน
ดีใจ - ที่จะกลับไปหาความเคยชิน
เสียใจ - ที่จะต้องจากลาความตื่นเต้นท้าทาย
สุขใจ - ที่ทริปนี้ทำสำเร็จ
ไม่มีปัญหา
ไม่ต้องปวดหัว
ไม่กลัวแล้วกับคำขู่ที่ได้รับก่อนมาปารีสจากคนรอบข้าง
รุ่งเช้าก่อนเช็คเอาท์
แวะถามเคาน์เตอร์ว่า
ถ้าจะนั่งเรือล่องแม่น้ำแซน
มีหวังจะขึ้นเครื่องตอนเที่ยงทันไหม
คำตอบคือ
"ไม่ทันแน่นอน
แต่เธอยังไปเที่ยวได้ไม่เกินรัศมีโบสถ์ Sacre' Coeur นะ"
แล้วสตาฟใจดีก็ปริ๊นท์รอบรถไฟใต้ดิน รอบรถไฟ RER
ให้อย่างละเอียด บอกเรากลายๆ ว่า ถ้าทำตามที่ฉันบอก
แล้วเธอจะปลอดภัย (ไม่ตกเครื่อง)
ขอวิ่งขึ้นเขาไปมีทติ้งกับพระเจ้าจากโบสถ์บนดอยอีกนิด
ขอพรก่อนกลับบ้านสักหน่อย ยังไม่คลายความประทับใจ
ที่ขึ้นมาเมื่อวานนี้
เพราะเคยมาแล้ว ความมั่นใจเต็มร้อย
เดินฉับๆๆๆ ทะมัดทแมง เดินอ้อมทางลาดไปทางขวา
ต้องหยุดกึก
เจอชาวแอฟริกันผิวเข้มเต็มไปหมดบนทางขึ้นโบสถ์
ความทรงจำเก่าลอยตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง
คำเตือนหนึ่งลอยมาว่า
"ระวังนะ คนแอฟริกันมิจฉาชีพ ที่หลอกนักท่องเที่ยว
ทำที่มาพูดๆ ด้วย แล้วแอบผูกเส้นด้าย (เงื่อนตาย) ที่ข้อมือ
จากนั้นก็เก็บตังค์เรา"
ทางลาดตรงนั้นเป็นทางโค้งแคบๆ
ประเมินระยะดูแล้ว
ไม่รอดแน่
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะผ่านพ้นอุปสรรคอันมืดมนตรงนี้ไปได้
เตรียมวิ่งหนึ่งคูณยี่สิบเมตรให้พ้น
ก้มหน้ามองพื้น
สองแขนกอดอก
ไม่เหลือพื้นที่ให้ใครมาผูกข้อมือสายสิญจน์เราแน่นอน
สองเท้า เดินเกือบวิ่ง
แต่
ไม่พ้น
มีอีตามืดร่างยักษ์พุ่งมาที่เรา
ทักโน่นทักนี่
ในมือมีเส้นด้ายเป็นกำ
บล็อกทางเดินไม่ให้เดินผ่าน
กลัวก็กลัว
เกลียดก็เกลียด
ในใจคิด "หลบป๊ายยยยยยยยยยยยยยยย"
ปากตะโกน
"Don't touch me !!!!!!!!!!!"
ได้ผล
เขาหลีกทางให้
ทว่า
มีเสียงดัง "ป๊าบ"
เปล่า
เฮียหรือเราไม่ได้ตด
แต่มันตีเข้าที่บั้นท้ายเรา
ข้อความต่อจากนี้ไป อยู่ในหัวสมอง
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด !@#$%^^*())(^#$%^&*&))(**^^%$#@!!@#$%&^*()__+(* แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ทำอะไรของมันฟะ หนอย เห็นว่าเป็นผู้หญิงเอเชียคนเดียวหรือไง เฮ่ยยยยย ยอมไม่ได้ ฉันจะไปแจ้งตำรวจ.... เสียศักดิ์ศรีมาก ยอมไม่ด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แต่ ฉันจำหน้าไม่ได้แฮะ ทุกคนหน้าเหมือนกันหมด เซ็ง ทำไมต้องเป็นวันสุดท้ายก่อนกลับด้วยเนี่ย อุตส่าห์ว่าจะรอดแล้ว เซ็งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"
รู้สึกตัวอีกที
มาหยุดยืนอยู่บนยอดเขา
ตรงหน้าโบสถ์แล้ว
ใจนึงก็อยากร้องไห้
ใจนึงก็ปลอบตัวเอง
ใจนึงก็โกรธ เกลียด โมโห
ใจนึงก็บอกว่าอย่าเครียดเลย
ถือว่าเป็นบทเรียน ใช้เวลาที่เหลือให้เต็มที่กับปารีสเหอะ
อะไรไม่ได้ดั่งใจ อย่าเก็บมาคิด
อีกใจนึง มันตีก้นฉันนะเฟ้ย !!!
พาขาก้าวเข้าไปในโบสถ์
ทุกอย่างเงียบสนิท
รวมถึงเสียงในความคิด
ตั้งแต่เดินขึ้นมา
ความโมโหครอบงำทุกอย่าง
แม้แต่ลมหายใจ
มีทติ้งกับก๊อดรอบนี้
หายใจเข้าออกอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
จนหายดี
ออกจากโบสถ์มา
ฟ้าเปลี่ยนสี
แดดออก
เฮ้อ ปลงเว้ย
เหตุการณ์นั้นให้บทเรียนเราว่า
ไม่ว่าจะเกิดอะไรแย่ๆ กับชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่คนเดียวก็ตาม
ในตัวเราเอง...(ทุกคนก็น่าจะมีนะ)
จะมีกลไกอัตโนมัติที่
ดูแลเทคแคร์ และปลอบประโลมตัวเราเองได้
โดยไม่ต้องพี่งพาคนอื่น หรืออุปกรณ์ช่วยอย่างอื่นแต่อย่างใด
ประเด็นมันอยู่ที่ หาเจ้ากลไกนี้ให้เจอ...
แล้วเจ็บครั้งถัดไปมันจะหายเร็ว....
แวะต่อราคากับพี่ศิลปิน
เผื่อฟลุคได้รูปที่ระลึกกลับไปแปะที่ห้อง
ไม่ได้ซื้อ
แต่ได้ถ่ายรูปพี่ศิลปินพร้อมผลงานกลับมาแทน
ต่อจากนั้น
เริ่มนิ่งขึ้น ดูนั่นนี่ และสูดอ๊อกซิเจนอีกเล็กน้อย
ปรับระดับความไฮเปอร์ให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
เช็คเอาท์ เก็บกระเป๋า
เช็คเมล์ เช็คสภาพจิตใจ
ขากลับไม่มีอะไรจะเล่า
กอดกระเป๋าแน่นขึ้น
รีเช็คตำแหน่งของกระเป๋าเงินบ่อยกว่าวันแรกที่มาถึง
ประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดี
ช่วยสร้างความหวาดระแวงด้วยวิธีนี้นี่เอง
ที่สนามบิน กับเวลาที่เหลืออีกน้อยนิด
ใช้แสตมป์ที่ซื้อมา(เยอะมาก)ให้หมด
เคลียร์โปสการ์ดอีกสิบฉบับ
เขียนสดๆ ที่สนามบิน
วิ่งหาตู้ไปรษณีย์อีกสิบนาที
ใกล้เวลา boarding
วิ่งตับแลบหิวท้องหิวๆ
ไปถึงหน้า Gate
(วิ่งไปก็ด่าตัวเองไป
นี่ถ้าตกเครื่องเพราะหาตู้ไปรษณีย์
คงเศร้าสุดใจเลย)
เพียงเพื่อพบว่า
สายการบิน EasyJet สีส้มสุดโปรด
จะดีเลย์อีกครึ่งชั่วโมง
เย้ๆๆๆ (กลายเป็นดีใจอีกแน่ะ)
ฟ้าโปรดแซนด์วิชยักษ์
ให้ซาโยะได้จัดการก่อน
ทำพิธีปิดอำลาซัมเมอร์ 2009(ที่ไม่ได้ร้อนเล้ยย) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
Au revoir Paris,
je vous dis à la prochaine fois ^_^
-----------------------------------------------------
No comments:
Post a Comment