Paris et moi # 3



แดดแยงตา
นกทั้งรังมาร้องเพลงปลุก

แต่คุณนาย
ตื่นสาย............

ว่ากันว่าเมื่อคนตื่นสาย
ผู้ต้องหารายแรกก็คือ
นาฬิกาปลุก





โชคดีที่สั่งเสียน้องแอนดี้สุดหล่อเตียงล่างของเราไว้
ว่าถ้าพรุ่งนี้แปดโมงยังไม่ตื่น ให้ปลุกได้เต็มที่
(โหเจ๊ มาเที่ยวภาษาอะไรเนี่ย
ตื่นซะแปดโมง เช้าไปหน่อยมั้ยจ๊ะ)

เตรียมตัวพร้อมลงมานั่งแหมะหม่ำ
ขนมปังกาแฟ รอเพื่อนใหม่ชาวต่างด้าวอีกสี่ชีวิต เพื่อไปเที่ยว
พระราชวังแวร์ซายส์ด้วยกัน
พวกเรามีนัดกันตอน 09.15 ค่ะ

เช็คชื่อกันดีกว่า...
แอนดี้ มาครับ
มาเรีย มาค่ะ

9.30 ก็แล้ว
อ้าว อีกสองหนุ่มเด็กแคนาดาล่ะ
ยังไม่มา

ว่าแล้วเจ๊ก็บุกไปเคาะประตูถึงห้อง
ดีที่ถามไว้ตั้งแต่เมื่อวาน

ประตูเปิด....
คุณน้องฝรั่งใส่กางเกงนอนตัวเดียว หน้างัวเงียบอก
อ้าว จะไปแล้วหรอ
รออีกสิบห้านาทีได้ไหม

(เออ ไม่เป็นไร กูจะไปแล้ว....
ทำไมพวกเอ็งยังไม่แต่งตัวอีก
ท่าทางเมื่อคืนจะกลับกันเช้า)

เลยบอกไปว่า
งั้นไม่เป็นไรจ๊ะ มีเพื่อนเที่ยวใหม่แล้ว
ถ้าโชคดีก็เจอกันที่แวร์ซายส์นะ
จัดการลูกทัวร์ที่ไม่เตรียมพร้อมเสร็จ
ก็ได้เวลาเดินทางสักที

วันนี้กระฉับกระเฉงกระดี๊กระด๊ากว่าเมื่อวานมาก
เพราะมีเพื่อนใหม่ถึงสองคน
กรุ๊ปทัวร์เที่ยวแวร์ซายส์วันนี้ ประกอบด้วย
สองป้า (มาเรีย ชาวอาร์เจนฯ อายุเท่าเรา)
กับอีก
หนึ่งหนุ่ม (แอนดี้เพิ่งเรียนจบม.ปลาย สอบติดมหาลัยแถวฟลอริดาแล้ว
แวะมาสปช. ด้วยการท่องเที่ยวเที่ยวยุโรปทั้งทวีปเล่นหลังเรียนจบ)

ดูเหมือนว่าน้องแอนดี้จะเตรียมตัวมาดีมาก
มีคุณน้องแอนดี้คนเดียว
เหมือนมีหุ่นยนต์แอนดรอย
นำทาง เล่าประวัติศาสตร์ อธิบายศัพท์อังกฤษยากๆ
ให้เข้าใจง่าย (เร็วกว่าเปิดดิกเยอะ)


ป้าๆ ก็เลยสบายมีผู้นำทางในวันที่อากาศสดใส
จากสถานีใต้ดิน Anvers ในเมืองปารีส
แป๊บเดียวก็ไปถึง Versailles ชานๆ เมือง




ลงรถไฟแบบไม่ต้องกังวลว่าจะลงผิด
เพราะผู้โดยสารทั้งโบกี้เดินลงมากันหมด

เนื่องจากรถไฟไม่ได้มาเกยที่ประตูหน้าพระราชวัง
ทุกคนจึงต้องเดินเท้ากันต่ออีกประมาณสิบนาที

ฟ้าสดใสตัดกับพระราชวังทองๆ อร่ามตา
อะดรีนาลินก็เริ่มเกาะกินไปทั่วกาย
ด้วยความที่เตรียมพร้อมมาอย่างดี
อิฉัน ซื้อตั๋ว Paris Museum Pass (4-day)
มาด้วย เลยเป็นคุณนายไม่ต้องยืนต่อคิวยาวๆ

แต่อีกสองคน
ไม่มีค่ะ

สุดท้ายคุณนายก็ยอมสละ "อภิสิทธิ์" แห่งบัตรเบ่ง
ไปต่อแถวกับป้ามาเรีย และน้องแอนดี้

ครึ่งชม.ต่อมาจึงได้เดินเข้าไปข้างใน .....



จ่ายเงินได้หูฟังมาถึอหนึ่งอัน กดเลขที่ชอบที่ชอบ
แล้วก็ฟังเสียงผู้ชายเล่าเรื่องราวของแต่ละห้อง
ของพระเจ้าหลุยส์แต่ละองค์
รวมถึงพระนางมารีอังตัวเน็ต




....
อ้อ มีอีกห้องที่กำลังจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ
สงคราม แอบทันสมัยด้วยกันจัดโชว์
ภาพคลาสสิคระหว่างสงครามในยุคใหม่
เทียบกับภาพเขียนสงครามในยุคโบราณ




เดินออกมาจากตึกอีกที
ฟ้าที่เคยใสก็เริ่มจะขุ่นมัว
ท้องก็เริ่มหิว

จนได้เจอกับขุมทรัพย์พลังงานชีวภาพ
พิซซ่าและพาสต้า
ข้อดีของการมาเที่ยวเป็นกลุ่ม
คือ ของกินหารแบ่งกันแล้วถูกกว่าทานคนเดียวเยอะ

เราเลยได้พิซซ่ามาลองสองหน้า
โค้กและไอติม .... ที่อร่อยมากมาย



รอฝนเทลงมาให้หมดฟ้าแล้ว

พวกเราก็มุ่งเดินหน้าสู่
กระท่อมปลายนา
ของพระนางมารีอังตัวเน็ต
ที่ว่ากันว่า ....
เบื่อชีวิตวุ่นวายในวัง
อยากมาหาความสงบเงียบอันห่างไกลดูบ้าง
วัดจากระยะการเดินแล้ว
ก็ประมาณสามสิบถึงสี่สิบนาที
โดยทางเท้า (ของเด็กไทย)




ที่นี่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า
Jardin du Petit Trianon
แปลว่า สวนของ.... ทริอานง เล็กๆ
-_-' ยิ่งแปลยิ่งเน่า เปลี่ยนเรื่องดีกว่า

สวนนี้เดิมเป็นของ Madame de Pompadour
(มาดาม เดอ ปงปาดูร์)
สนมเล็กๆ น้อยๆ ของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบห้า
แต่เธอดันมาจากโลกนี้ไปเสียก่อนที่
วังจะสร้างเสร็จถึงสี่ปี

ผ่านมาอีกสักพักข้ามมาถึงสมัยมารีอังตัวเน็ต
ในวัยสิบเก้าสาวสะพรั่งเธอจึงยึดเป็นที่พำนัก
ส่วนตัว ชั่วครั้งชั่วคราว.......



เดินไปเดินมาดูนั่นนี่
เวลาก็ล่วงไปอีกไกล


มานั่งพักรอหาที่เที่ยวที่ถัดไป......



ระหว่างเดินทางกลับ
คุณน้องแอนดี้ก็อวดของดี


"ธงชาติอเมริกัน"
ที่เฮียบอกมาว่า นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผล
ที่เตรียมมาโบกธงอเมริกาแถวๆ
ประตูชัย (L'Arc du Triomphe)
ตอนนักปั่นจักรยานชาวอเมริกัน
จะเข้าเส้นชัย

เฮียมาปารีสในช่วงเวลานี้เพื่อ
Tour de France !!!!!
โดยเฉพาะ วู้ว
สู้ๆ ค่ะคุณน้อง

บ่ายสามโมงกว่า
คะแนนเสียงก็ออกเป็นเอกฉันท์
ว่า "กลับกันเถอะ"

แอนดี้แยกย้ายไปเที่ยวที่อื่นต่อ
มาเรียและดิฉันมุ่งหน้าสู่โซน
quatre
เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินกัน
ที่ Notre dame de Paris
แหม โรแมนติคจริงๆ สองคนนี้
ถ้ามาเรียเป็นผู้ชาย
ตอนนี้อาจได้ชื่อว่า
"Before the Sunset"

ทันใดนั้นก็ไปจ๊ะเอ๋กับป้าย





อะแฮ่ม .... ตามสัญชาตญาณด้านภาษาฝรั่งเศส
ป้ายนี้เขาบอกว่า
เนื่องด้วย ขบวนรถแข่งจักรยาน
Tour de France
จะเคลื่อนทัพมุ่งสู่นครปารีส
ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค ที่จะถึงนี้

ขอประกาศว่า รถประจำทาง
จะหยุดเดินรถชั่วคราว ....
อืม ถ่ายรูปป้ายเสร็จ
แล้วก็ปล่อยมันผ่านตาไป


จุดมุ่งหมายหลักเย็นนี้
คือ
ร้านหนังสือ
Shakespere & Co.
ร้านหนังสือที่ไปเห็นในหนังเรื่อง Before the Sunset
ร้านหนังสือที่เห็นใครๆ เขาก็ไปกัน
ร้านหนังสือที่มีเสน่ห์น่าสิงสถิต

มาเรียก็ชอบ
เราก็ชอบ
หมดเวลาไป
หนึ่งชั่วโมงเต็ม
ถ่ายรูปได้บ้างหลังจาก
ขออนุญาตพนักงานขาย
(หน้าตาดีเว้ยเฮ้ย...)




เดินร้านหนังสือกันอิ่มหนำสำราญแล้ว
ท้องดันไม่อิ่มด้วย
เดินหาของกินกับมาเรีย
นู่นก็ไม่เอา แพงไป
นี่ก็ไม่เอา ดูไม่อร่อย
สองสาวเลือกกันนานเกือบครึ่งชม.

อาหารเข้าวินเย็นนี้คือ
"เคบับ"
อาหารลูกครึ่งตระกูลตุรกิและเยอรมัน
ได้อาหารแบบเทคอเวย์
มานั่งโรแมนติคกันสองต่อสอง
กับหนูมาเรีย

อากาศเย็นสบาย
พระอาทิตย์สีส้มๆ ใกล้ตกดิน
ข้างหลังเป็นโบสถ์ โนตรดาม
ข้างหน้าเป็นแม่น้ำแซนมีเรือผ่าน
มีเพื่อนใหม่โบกมือทักทายให้จากในเรือเป็นระยะ

สุขกว่านี้มีอีกไหม :)





จัดการมื้อเย็นกันเรียบร้อย
สองทุ่มกว่า
พระอาทิตย์ไม่ยอมตกสักที
ได้เวลาแยกย้ายกันไปเที่ยวที่ๆ ตัวเองอยากไป
มาเรียไปเที่ยวพิพิธภัณ์พี่จอร์จปงปิดู
น้องทรายไปเที่ยวถนนชองลิเซ่ดูประตูชัยภาคค่ำ





ลงสถานีรถไฟใต้ดินเร็วไปป้าย
เลยต้องเดินมาราธอน ตอนขาเดี้ยง
(เข่ากำเริบอีกแล้ว) โอยยยยยยยย

นับเป็นโชคอนันต์ของดิฉัน
ที่ไม่ต้องน้ำลายไหลอยากซื้อของอะไร
ถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะพวกร้านแบรนด์เนม
มันปิดทำการกันไปหมดแล้ว

เหลือไว้เพียงแค่กระจกหน้าร้าน
พร้อมไฟส่องของไฮโซ อวดโฉมกันทุกร้าน



เดินเรื่อยๆ เกือบชั่วโมง
ก็มาถึงประตูชัย
สถานที่ที่ใช้เป็นที่ยกย่องเกียรติให้กับ
ผู้ที่ร่วมต่อสู้ และเสียชีวิตไประหว่าง
การปฏิวัติฝรั่งเศส ผู้ผ่านศึกสงครามนโปเลียน
ข้างใต้เป็นศพของทหารฝรั่งเศสที่ตายในสงครามโลกครั้งที่ 1

ดูไกลๆ หรือดูจากรูปก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่
พอมายืนใกล้ๆ ใหญ่จริงอะไรจริง
ถ่ายรูปให้สมใจอยากแล้ว
ก็ได้เวลากลับ

กลับมาถึงที่พัก เจอสองหนุ่มที่เมื่อคืนเพิ่งชวนเที่ยวแวร์ซายส์
เฮียสองคนก็ได้ไปเที่ยวเหมือนกัน แต่ไม่ได้เจอกัน
ถ้า.... ไปกับสองคนนี้ ก็อาจไม่ได้ไป....
ถ้า.... ไม่ได้ไปกับสองคนนี้ ก็อาจได้ไป......
การตัดสินใจแต่ละช่วงนาทีของคนเรา
มีผลมากมายต่อหลายชั่วโมงที่ตามมา
ทุกการตัดสินใจของเรา
ไม่มีทางรู้เลยว่า อะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า
เพราะปัจจัย ตัวแปรจากภายใน และภายนอก
ที่ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไปจากที่
"คิดเอาไว้" มันมีมากเหลือเกิน
ก็เป็นว่า วันนี้ได้ไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนใหม่เมื่อคืน
แต่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนใหม่วันนี้
และถึงทุกวันนี้มิตรภาพก็ยังคงอยู่
มาเรียและแอนดี้ก็ยังติดต่อกับเราเป็นระยะๆ
โลกนี้มันน่าสนุกจริงๆ


วันนี้เรารู้สึกว่า
การมาเที่ยวคนเดียวครั้งแรก
ก็ทำให้ได้เห็นข้อดีของมันมากมาย

การสลัดทิ้งความกลัว ความหวาดระแวง

มาเที่ยวกับเพื่อนร่วมทางแปลกหน้า
ได้ของแถมเป็น
เรื่องราวแปลกๆ
ความรู้ใหม่ๆ จากอีกโลกหนึ่ง

แบบคาดไม่ถึงจริงๆ

No comments: