ปี 2009
เจ้าของบล็อกเป็นคนพเนจร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งได้นานเกินสามเดือนเลย
ต้นปีอยู่ญี่ปุ่นได้สามเดือน ก็กลับมาเบอร์ลิน อยู่ได้อีกสามเดือน ก็ต้องกลับไปญี่ปุ่นอีก เจ๊เลยกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่นฐานขึ้นมาทันที
Paris et moi (Paris & me)
แล้วปารีสเกี่ยวอะไรด้วยกับป้าเบอร์ลินและตี๋โตเกียว
เรื่องมีอยู่ว่า.....
ระหว่างอ่านหนังสือเตรียมสอบ...
ปวดหัว เบื่อ เซ็ง และเหนื่อย
จึงคิดสด
"หาเรื่องเที่ยวเหอะ"
กวาดตาดูที่เที่ยวราคาตั๋วถูกๆ
ก็เจออีซี่เจ็ท และคุณปารีส
โทร.หาเพื่อนๆ ทั้งใกล้และไกลเบอร์ลิน
ไม่มีใครว่าง
ไม่ว่างใช่ไหม ดี...
รู้สึกตัวอีกที จองที่พักและตั๋วเครื่องบินเสร็จเรียบร้อย
ภายในเวลาสิบนาที... แบบไม่ทันตั้งตัว
แล้วทริปนี้ก็สร้างสถิติเป็นทริป
"ตะลุยเดี่ยวเที่ยวคนเดียว" ครั้งแรกในชีวิต
ต้องยอมรับว่า
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ได้รับเกียรติ
จากข้าพเจ้าให้อยู่ในอันดับต้นๆ
ของประเทศที่อยากมาเที่ยวมากสุดในโลก
เหตุผล ที่เลือก
มีไม่กี่ข้อ
หนึ่ง
ฉันมั่วฝรั่งเศสเก่ง
เพราะอุตส่าห์เรียนตอนม.สี่ม.ห้า
สอง
ฉันชอบอ่านรัตนาวดี
สาม
ฉันอยากเที่ยว
อุปสรรคก็มีมาจุติบ้าง
เช่น
มีแต่คนบอกว่า
ปารีสน่ากลัวน่ารังเกียจ
สกปรก ซกมก
ฉันไปมาแล้ว โดนจี้ โดนปล้น
น่ากลัวมากๆๆ
อีตาเพื่อนฝรั่งเศสขี้แหย่ ก็บอกว่า
เหอะๆ ไปคนเดียว น้องสาวระวังโดนข่มขืนนะจ๊ะ
(เออ มุขฝรั่งมันเล่นกันแรงดีแฮะ)
ซาโยะนะหรอ
ยิ่งห้าม ก็เหมือนยิ่งยุ
ยิ่งยุ ก็ยิ่งอยากไป
ขอเฮ้อะะะ ขอลองซักตั้ง
ถ้ากลับเมืองไทยไปแล้ว
คงจะหาโอกาสซิ่งเดี่ยวแบบนี้ยากมากๆ
เจ๊เลยไม่รั้งรอ
"ยังไงฉันก็จะไป"
ก่อนเดินทาง....
วิญญาณนักช็อปเข้่าสิง
ถอยกระเป๋า Deuter ป้ายแดงขนาด 35 ลิตร
เที่ยวซะหน่อยให้คุ้มก็น่าจะดี
รอบนี้จัดกระเป๋าไม่ยากและไม่เยอะแล้ว
จากการพอกพุนประสบการณ์จากการเที่ยวสะสม
นับจากเยอรมันตอนใต้ ปราก และอิตาลี
ได้ไปหน้าร้อนก็ง่ายขึ้นหน่อย
ไม่ต้องขนผ้าพันคอ
เสื้อหนาวอะไรให้พะรุงพะรัง
เสื้อยืดขาสั้น รองเท้าแตะและผ้าใบ
ก็ประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าไปได้เยอะ
ตบท้ายด้วยพจนานุกรมแปดภาษา
พับได้พูดได้คู่ใจ
เพราะมีปัญหาเหลือเกิน
เวลาเที่ยวมิวเซียม วัง วัด โบสถ์
ศัพท์ยากๆ แต่ละคำก็ไม่รู้ไปขุดกันมาจากไหนมากมาย
พจนานุกรมแบบที่มีสารานุกรมฝังใน ค่อนข้างช่วยได้มาก
ได้ไฟลต์สี่โมงเย็น ไปถึง หกโมงเย็น
ไม่มืดไม่ต้องกลัวเพราะที่ยุโรป ช่วงหน้าร้อน
กว่าจะพระอาทิตย์ตกก็โน่น
สี่ทุ่มกว่าห้าทุ่ม
เก็บโบนัสเวลามาใช้ให้เป็นประโยชน์
ได้มากกว่าพวกเที่ยวหน้าหนาวเยอะ
เพราะที่เที่ยวเขาก็ปิดดึกขึ้นมาให้หน่อย
(จากปกติปิดสี่โมงเย็น ก็เป็นหกโมงเย็นบ้าง
ทุ่มนึงบ้าง)
เครื่องลงที่สนามบิน Orly
ดูสนามบินเก่าๆ รูปร่างหน้าตาเหมือนย้อนยุคมาแถวๆ 80's
ถ้ามาหลายคนคงยกกล้องมาถ่ายภาพเก็บไว้
แต่ดันมาคนเดียว จะเดินชมนกชมไม้
เหมือนตอนเที่ยวกับชาวบ้านคนอื่นๆ แล้วปล่อยให้เขาพาเที่ยวก็ไม่ได้แล้ว
เลยต้องกอดกระเป๋าตังค์พาสปอร์ตแน่น
อีกมือนึงก็เปิดมือถือ แต่ความซวยมาเยือนอีก
ดันลืมเอารหัสผ่านเปิดมือถือติดมาด้วย
เครื่องเลยโดนล็อคไปตั้งแต่วันแรกที่เหยียบปารีส
แล้วใจก็สั่นๆ กลัวว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินไรขึ้นล่ะซวยแน่ๆ เพราะมือถือใช้ไม่ได้
แล้วคุณนายก็ต้องเสียเวลาอีกครึ่งชั่วโมงที่สนามบิน
เพราะหาที่ซื้อตั๋วรถไม่เจอ สุดท้ายไปเจอเคาน์เตอร์ที่แอบอยู่หลังเสาไกลๆ
ซื้อตั๋ว Paris Visite(นั่งรถไฟ รถเมล์ฟรีทั่วปารีส)
กับ Museum Pass (4-day) มีใบนี้ใบเดียวก็เที่ยวได้
เกือบหมดทุกพิพิธภัณฑ์แล้ว
สองใบนี้ต้องเก็บให้ดีเท่าชีวิต
หายนี่คงชีช้ำกับความโง่งี่เง่าของตัวเองเป็นแน่แท้
เสร็จสิ้นภารกิจซื้อตั๋วเบ่งครบทั้งสองใบแล้ว
ถึงเวลาเดินขึ้นรถเมล์จากออร์ลี่เข้าเมือง
ด้วยระดับความระมัดระวังและระแวงเต็มพิกัด
กอดกระเป๋าแน่นขึ้น เพราะเป็นเมืองที่มีคนผิวดำ
อพยพมาอยู่เยอะมาก
ก็รู้แล้วค่ะว่าไม่ควรตัดสินคนจากภายนอก
(ก็คนมันกลัวนี่หว่า)
พอรถบัสมาลงที่ ก็ขึ้นรถไฟ RER
ที่อ่านตามชาวบ้านที่นี่ว่า แอร์เออแอร์
ต่ออีกทีด้วย เมโทร หรือรถไฟใต้ดิน
จากนั้นมาลงที่สถานี Anvers
ที่ตั้งของที่พักแบบโฮสเทล
The Village Hostel
ใครอยากไปปารีสก็ขอแนะนำให้พักที่นี
สะดวกทุกอย่าง ที่พัก ห้องน้ำ ห้องครัว แล้วก็อินเตอร์เน็ต
ด้วยความที่งกจัดเลยเลือกห้องแบบ
Sharing 8 beds แปลเป็นไทยได้ว่า
"นอนรวมห้องเดียวกับคนแปลกหน้าแบบไม่จำกัดเพศอีกเจ็ดคน"
กว่าจะได้เข้าห้องพักเวลาก็ปาไปเกือบสามทุ่มแล้ว จ่ายตังค์ค่าที่พัก ได้คีย์การ์ดเสร็จ เปิดประตูเข้าไปก็งงๆ กับสภาพห้องที่ข้าวของวางระเกะระกะไปทั่วไม่รู้ของใครเป็นของใคร เจอเตียงว่างๆ อยู่เตียงนึงก็เหมาว่าเนี่ยแหละเตียงเรา แล้วก็ได้เวลาหม่ำข้าวเย็น ค่าครองชีพที่นี่แพงสะใจเลย ถ้าจัดลำดับความสำคัญสำหรับทริปนี้แล้ว เที่ยวเป็นหลักกินเป็นรองและสุดท้ายคือชอปปิ้ง มื้อเย็นวันแรกเลยจบลงที่โค้กขวดนึงกับ เครปแฮมชีสราดมายองเนสและซอสมะเขือเทศ.... ที่สนุกก็ตรงเฮียพี่แอฟริกันคนขายเครพ
กับเฮียพี่เครพ เป็นที่แรกที่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศส (เย้ๆ) เฮียถามว่ามาจากไหนก็คุยด้วยบอกมาจากกรุงเทพฯ เฮียก็บอกว่า เฮ้ย เฮียก็เคยไปขายเครปอยู่ที่แถวพัฒน์พงศ์ ชอบเมืองไทยมากๆ ในใจก็แอบกลัว นึกในใจว่า รีบๆ ทำรีบๆ ขายเหอะ อย่าชวนคุยมาก ฉันกลัว... พอคุยไปคุยมาก็ชักเพลินเว้ย ...... แล้วก็ได้อาหารค่ำราคาแพงพร้อมดื่มด่ำบรรยากาศยืนกินมองภูเขาที่ประดับด้วยโบสถ์ Sacre' Coeur บนยอด
วันที่หนึ่งไม่ได้จบแค่นี้
คุณนายหอบเคร้บและโค้กมาหม่ำต่อที่ชั้นหนึ่งของที่พัก
ที่มีโต๊ะเก้าอี้หลายตัว
ตาก็พลันไปเห็นสาวหน้าตาเอเชียละม้ายคล้ายคนไทย
เธอนั่งอยู่คนเดียว
เจ๊ก็มั่นเหลือเกิน
เดินเข้าไปขอร่วมโต๊ะ
แนะนำตัวและชวนคุย
ด้วยความที่นึกว่า
"จะได้ใช้ภาษาไทยแล้วเฟ้ยย"
เธอดันเป็นชาวแคนาดาเชื้อสายจีน
ที่มาทัวร์ยุโรประหว่างเรียนปริญญาตรี
ด้านแพทย์กีฬา ... อู้ววว
พอเริ่มจะคุยกันถูกคอก็ได้รู้ว่า
เธอนอนห้องเดียวเตียงเดียวกับเรา
แต่คนละชั้นกับเรา เพราะเธอ
นอนเตียงที่ต่ำกว่าเราไปหนึ่งชั้น
ก่อนนอน เธอบอกเราว่า
"คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของเราที่นี่แล้วล่ะ..."
No comments:
Post a Comment