เมื่อ
กล้าเที่ยว
กับคนแปลกหน้าได้แล้ว
ครั้งที่สอง ก็ง่ายนิดเดียว
เช้าวันนี้
เราสามคน(เดิม)
น้องแอนดี้ มาเรีย และข้าพเจ้า
นัดกันไปเที่ยวที่ชอบที่ชอบด้วยกัน
คือโบสถ์ โนเทรอ ดาม เดอ ปาครี
"Notre Dame de Paris"
เมื่อวานแอบมานั่งสวีทกับมาเรีย
ดูพระอาทิตย์ตกดินกันไปแล้ว
เช้านี้จะเข้าไปสำรวจโบสถ์เป็นทางการกับเขาซะที
ก่อนจะไปถึงโบสถ์เราสามคนแวะหลงไปโน่นไปนี่
เดินวนไปวนมา โผล่ออกมาที่ ile de la cite
ก่อนที่จะงมหาทางกันแบบมึนๆ ต่ออีกเกือบชั่วโมง
(อุตส่าห์มีน้องแอนดี้มาแล้วนะเนี่ย)
แอนดี้และมาเรียขอลงใต้ดำดินพาเรา
ดูพิพิธภัณฑ์ใต้ดิน ที่อยู่ด้านหน้าโบสถ์ก่อน
the Archaeological Crypt of the Paris of Notre-Dame
ที่นี่มีซากปรักหักพัง ของอารยธรรมโรมัน รวมไปถึง
สถานที่จำลองชีวิตประจำวันของผู้คนในสมัยก่อนถึงช่วงศตวรรษที่ 18
ดำดินกันนานเกือบหนึ่งชั่วโมง ได้เวลาโผล่ขึ้นมาหายใจ
ตามสไตล์โบสถ์โกธิคหลายๆ ที่ที่เคยไป
หลังคาสูงๆ โดม เลย์เอาท์โบสถ์ด้านใน
ที่ทำเป็นรูปไม้กางเขน
เหมือนกับโบสถ์ที่เมืองโคโลญ ปราก ฯลฯ
แต่ที่นี่ไม่เหมือนใครตรง "จำนวนของนักท่องเที่ยว"
ที่เยอะมาก และแออัดสุดๆ จนลดความขลังของโบสถ์ไปเลย
ข้าวของที่ระลึก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
สายประคำ หนังสือ รูปภาพ
วางจำหน่ายเต็มไปหมด
รวมไปถึง ตู้ขายเทียนบูชาอัตโนมัติ
โบสถ์นี้ทันสมัยสุดแล้วตั้งแต่เคยไปเที่ยวเนี่ย -_-'
เราสามคนก็กลับออกมาแบบ อารมณ์งั้นๆ
ไม่ค่อยประทับใจมากเหมือนที่คาดหวังไว้
เดินกันมาทั้งเช้าแล้ว
ขอแวะพักเหนื่อยหม่ำกาแฟริมทางเดิน
ที่ร้านอาหารจีนแถว Latin Quartier
(เหตุผล : กาแฟเขาถูกดี :P)
ได้เอามือแปะกำแพงมหาลัยซอร์บอนน์
U top ของประเทศนี้ ให้เป็นขวัญมือซักครั้ง
ไต่กำแพงมหาลัยเรื่อยๆ
หลุดมาเจอวิหาร Pantheon (ปอง-เต-อง) ซะที
ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
แม้ไม่เก่าไม่ขลังเท่าเวอร์ชั่นแพนเธออนในกรุงโรม
ที่นี่ก็ใหญ่โตอลังการไม่แพ้กันเลย
จากจุดนี้ทั้งสองคนก็ขออำลาจากไป
ไม่เข้าไปข้างในด้วยกัน
เพราะที่นี่ต้องเสียเงินค่าเข้าชม
เรายังมีบัตรเบ่งไว้ในครอบครองอยู่
แต่อีกหนึ่งเจ๊ กับหนึ่งหนุ่มตรองดูแล้วว่า
เงินในกระเป๋าอาจจะไม่คุ้มค่าเข้าชม
ก็เลย
ได้เวลา บ๊าย บาย กันแต่หัววัน
(คืนนี้ก็เจอกันที่โฮสเทลอยู่ดีจ๊ะ)
กลับมาที่ ปอง-เต-องกันต่อ
เขาว่ากันว่า โบสถ์นี้มีอยู่ 3 ช่วง
ยุคแรก - Christian basilica
ยุคแรกกษัตริย์ Clovis สร้างวิหารนี้ขึ้นบนหลุมฝังศพของเขา
ต่อมา ศพนักบุญ Genevie've (เชเนเวียฟ)
ถูกฝังที่นี่เพื่อเป็นเกียรติที่ช่วยปกป้องปารีสจากพวกป่าเถื่อนที่บุกเข้ามาตี
ซึ่งทำให้เธอได้เป็นนักบุญผู้พิทักษ์เมืองปารีสนับตั้งแต่นั้นมา
ยุคสอง - Soufflot's masterpiece
กษัตริย์หลุยส์ที่ 15 หายป่วยจากอาการปางตาย
จึงยกความดีความชอบจากการสวดภาวนาทุกวัน
แก่นักบุญ เชเนเวียฟ โดยสั่งให้ออกแบบและต่อเติมส่วนที่เป็น Soufflot เพิ่มขึ้นมา
ตามแบบโบสถ์ของนักบุญปีเตอร์ในกรุงโรม และสร้างเสร็จในปี 1790
ยุคสาม - The national Pantheon
เป็นที่รวมดาวเทพเจ้าแห่งชาติฝรั่งเศส
และกลายเป็นหลุมฝังศพวีรบุรุษและบุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมากมาย
--------------------------
ด้านในอลังการ และอากาศเย็นยะเยือกมาก
มีเครื่องมือที่ใช้วัดพิสูจน์ว่าโลกนั้นมีการหมุน
Foucault pendulum
ติดตั้งมาตั้งแต่ปี 1851 หน้าตาเหมือนเอา
สายวัดตัว มาพันรอบเป็นวงกลม
และด้านบน มีเชือกยึดกับแกนด้านบนของโดม
และผูกกับลูกตุ้ม
ไอ้เจ้าลูกตุ้มนี้ก็ไม่หยุดแกว่งตราบที่โลกไม่หยุดหมุน
อยากดูเพิ่มเติมคลิกต่อได้เลย
http://en.wikipedia.org/wiki/Foucault_pendulum
ก่อนกลับแวะลงใต้ดิน
ทักทายหลุมศพท่านๆ
แห่งประเทศนี้ก่อน
อาทิ Victor Hugo, Voltaire, Jean-Jacques Rosseau,
Emile Zola, Marie Curie ฯลฯ
http://en.wikipedia.org/wiki/Fraternity_Liberty_Equality
คำขวัญตั้งแต่สมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789
Liberty - Equality - Fraternity
วันนี้เจ๊เดินดูโบสถ์ ดูตึก ดูสุสาน แล้ว ....
สถานีถัดไป "ดูรูป"
สถานีถัดไป "ดูรูป"
Muse'e d'Orsay (มูเซ่ ดอร์เซย์)
^_^ หนึ่งในสถานที่เข้าชมฟรีของบัตรเบ่ง
ณ ตอนนั้นขาเริ่มจะแข็งๆ
และปวดเข่าแปล๊บๆ แล้ว
ถ้าให้เดินมาราธอนไปสถานีใต้ดิน
มีสิทธิ์ขาเดี้ยงก่อนเวลาอันควร
จึงขออนุญาตใช้บัตรเบ่ง
(Paris Visite 5 jours)
โดดขึ้นรถเมล์สายไหนบ้างก็ไม่รู้
ต่อไปต่อมาอีกสองสาย
มาโผล่ริมแม่น้ำแซน
ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
ที่นี่เข้าชมฟรี
แต่อยากเสียเงิน
จึงขอจ้างไกด์พาเที่ยว
เพราะดูคนเดียว
(แบบไม่มีความรู้ติดตัวมา)
คงจะเน่าสนิทเหมือนคนตาบอด
แบบตอนไปเดินเล่นใน Vatican Museum
รออีกแป๊บเดียว ก็ถึงเวลา 14.30
พี่ไกด์แจกหูฟังให้ลูกทัวร์แต่อยากเสียเงิน
จึงขอจ้างไกด์พาเที่ยว
เพราะดูคนเดียว
(แบบไม่มีความรู้ติดตัวมา)
คงจะเน่าสนิทเหมือนคนตาบอด
แบบตอนไปเดินเล่นใน Vatican Museum
รออีกแป๊บเดียว ก็ถึงเวลา 14.30
อีกสิบกว่าคน เพื่อที่ว่า
เวลาพูดไม่ต้องตะโกน
แถมลูกทัวร์ก็ฟังชัดแจ๋ว
ไม่ต้องยืนเบียดกัน
เพื่อจะได้ฟังเสียงพี่ไกด์
พี่ไกด์คนนี้ชื่อโซฟี (นามสมมติ)
เจ๊คือสตรีสาวสวยในชุดดำที่ยืนท้าวแขนสองข้าง
พูดอังกฤษเก่งมาก
(แกล้มสำเนียงฝรั่งเศส ให้พอเซ็กซี่)
รู้เยอะ ถามได้ตอบได้(ทุกเรื่อง)
เจ๊เกริ่นว่า ถ้าจะมาปารีสให้สนุก
แนะนำให้ไปเริ่มที่ Louvre ก่อน
เพราะเป็นยุคเก่าสุด
จากนั้นให้มาต่อที่นี่ คือ
Muse'e d'Orsay
(Fine arts btw. 1848-1914)
แล้วไปปิดที่พี่ Centre Pompidou
เพราะเป็นอาร์ตแนวใหม่สุด
(อ้าว ดันไปเดินเจิมพี่ปงปิดูตั้งแต่วันแรกซะแล้ว)
เอาวะ ได้มาดูก็บุญแล้ว ยังจะบ่นอีกเรา
การเดินทางของพี่ไกด์
เริ่มกันตั้งแต่ แนะนำอาคารของที่นี่คร่าวๆ ก่อน
ว่าเดิมเป็นสถานีรถไฟ
และนำมาดัดแปลงเอามาทำเป็นพิพิธภัณฑ์
เดินจดเลคเชอร์อย่างสนุกสนาน
นับตั้งแต่
The Birth of Venus (1863)
Millet (1850)
แวะทักทาย
Delacroix
Cabanel
Renoir
Van Gogh
Rodin
Dante'
Ce'zanne (กรี๊ดดดด)
Monet
(The Lunch on the Grass)
Manet
Gauguin
Opera House (@Haussmann)
โอย เยอะ สนุกมากแบบไม่คาดฝัน
เรื่องเล่าเจ๊เยอะจริงๆ
เช่นช่วงไหนที่อะไรเป็นเรื่องต้องห้าม
ไม่ห้าม ลูกเล่นศิลปินที่แพรวพราว
เอาโน่นเอานี่ไปซ่อนไว้ให้ตามหากันมากมาย
เผลอแป๊บเดียวก็หมดไปชั่วโมงครึ่ง
คราวนี้อิ่มอร่อยจริงๆ ขึ้นไปรับแสงแดดตอนบ่าย
กับลมเย็นๆ ยืนดูแม่น้ำแซนบนดาดฟ้า
จบพิพิธภัณฑ์ไปอีกหนึ่งแล้ว
วันนี้อากาศดีฟ้าใสมาก
ไปเดินเล่นบน Arc de Triomphe น่าจะดี
ผลุบลงไปใต้ดิน
โผล่มาอีกทีบนสถานี Charles de Gaulle-Etoile
มีทหารยืนอยู่เต็มไปหมด
เพราะวันนี้เป็นวันครบรอบ.... (อะไรน้าาา จำไม่ได้)
บรรดาพี่ๆ ทหารจึงมาทำพิธีระลึกให้บรรดาทหารเหล่านั้น
ไม่แน่ใจว่าเป็นวันที่ใกล้กับวันปฏิวัติชาติฝรั่งเศส
ปี 1880 ช่วง 26-29 July (The Three Glorious Days)
http://en.wikipedia.org/wiki/July_Revolution
เดามั่วละเรา -_-'
ทีนี้
คิวไต่เสาขึ้นยอดประตูชัย
ก็ยาวมาก ต่อกันตั้งแต่ยังไม่โผล่มาจากใต้ดินเลย
โชคดีของบัตรเบ่งอีกแล้วทำให้แซงหน้า
ชาวบ้านไปเยอะมาก
เดินกะเผลกขึ้นบันไดไป
หลายร้อยขั้น
รู้สึกตัวอีกที
มาอยู่บนยอดด้านบนแล้ว
วิวดีมาก และรู้สึกถึงความเป็น
"ประตูชัย" จริงๆ จังๆ ก็ตอนนี้
จักรพรรดินโปเลียนเขาปลุกใจทหารหาญ
ที่รบชนะสงครามที่ Austerlitz ในปี 1805
ด้วยประโยคที่ว่า
"You shall go home beneath triumphal arches"
ก้อนแรกเริ่มวางปี 1806
สร้างเสร็จก็โน่นนน 1836
ด้วยความสูงกว่า 50 เมตร
เสริมความขลังของฐานประตูชัยนี้
ข้างใต้เป็นที่ฝังศพของทหารนิรนาม
ที่ตายช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ตอนนี้ประตูชัยแห่งนี้
เป็นจุดสำคัญของการเฉลิมฉลอง
และขบวนพาเหรดต่างๆ รวมไปถึง
ที่เข้าเส้นชัยของการแข่งจักรยาน
Tour de France
ไม่ว่ากวาดตามองไปทิศไหน ก็เจริญหูเจริญตาหมด
เพราะเป็นถนนสวยๆ 12 ทิศ เรียงรายด้วยต้นไม้
เป็นทิวไปสองฝั่งถนน (12 x 2 = ต้นไม้ 24 แถว)
เหมือนอยู่ตรงกึ่งกลาง "ดาว" จริงๆ
(etoile = ดาว)
สูดลมบนฟ้าปารีสชมวิวชองเซลิเซ่
กับหอไอเฟล และวิวรอบๆ เมือง
ไปได้หน่อยนึง
สี่เหลี่ยมรูปตัว U คว่ำของ La Défense
ทุกแลนด์มาร์กหันหน้ามาทางเราแล้วบอกว่า
"มาเยี่ยมฉันสิจ๊ะ"
แล้วก็ใจง่ายอีกแล้ว....
เผลอแผลบเดียว ไปกระโดดโลดเต้นคนเดียว
ถ่ายรูปหอไอเฟล
และเผลอแผลบเดียวอีกเช่นกัน
เจ๊ไปนั่งจุ้มปุ้กอยู่
ที่ La Defense ตึกสี่เหลี่ยมทรงยูคว่ำ
ลืมไปเลยว่ามีทำโปรแกรมเที่ยวที่ไว้ใน
excel แต่ช่างมันเหอะ คิดสดตอนนี้ก็ไม่ยากอะไรแล้ว
ณ La Defense
ศูนย์กลางทางธุรกิจของปารีส
จุดนั่งมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าวันนี้
มามองอย่างเดียว เพราะไม่มีอะไรทำ
(อาการปวดเข่าตอนนี้ บรรยายไม่ถูกเลย)
มาปารีสหลายวันก็ได้นั่งเขียนโปสการ์ด
สิบฉบับรวด ก็ตอนนี้แหละ .........
เงยหน้ามาอีกที เจ้าพระอาทิตย์ดวงกลมๆ แดงๆ
ก็เตรียมลับขอบฟ้าไป.......
สวยจัง ปารีสวันนี้
อารมณ์อาจจะไม่โรแมนติคมากเท่าแม่น้ำแซน
แต่ด้วยสิ่งปลูกสร้าง ตึกๆ อาคารๆ ใหม่ๆ
ก็ปลุกให้รู้สึกว่าใกล้กับความจริง มากกว่าความฝัน
ชอตนี้
คงงง
ว่าอีกสองคนขวามาจากไหน
คนแปลกหน้าอีกแล้วที่เข้ามาทัก
(รอบนี้ไม่ได้ทักก่อนนะคร้าบบบ)
เป็นชาวจีนสองคนที่บริษัทที่เมืองจีน
ส่งมาทำงานที่บริษัทแม่ในฝรั่งเศสหนึ่งปี
แวะมาเที่ยวปารีสช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ภาษากลางคืออังกฤษ ที่กระท่อนกระแท่นมาก
อัธยาศัยดีทั้งคู่ มีชวนเราไปเที่ยวด้วยกัน
ในวันรุ่งขึ้น
แต่ว่า.... ดูอาการแล้ว ขออิฉันเที่ยวคนเดียว
น่าจะดีกว่านะฮ้า.....
แล้วก็ร่ำลากันไปแบบขำๆ
เป็นอีกวันที่เหน็ดเหนื่อย สนุกสนาน
และเซอร์ไพรส์ .............
การที่เรา.....
ไม่ต้องวิ่งให้ทันรถไฟ
ไม่ต้องกลัวเพื่อนร่วมทางจะเบื่อ
ไม่ต้องกลัวตังค์หมด -- เพราะเที่ยวพร้อมตั๋วเบ่ง
ไม่ต้องไปตามแผนการที่วางไว้
ไม่ต้องเป๊ะมาก
และ
ไม่ต้องคิดมาก
ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง
เที่ยวได้อย่างสนุกสนาน
แม้ว่ากลับมาเล่าให้ชาวบ้านฟัง
เขาจะงงๆ ว่า "มันเที่ยวอะไรของมันวะ"
ก็ไม่เป็นไร .....
ขอแค่ได้เที่ยวแบบสนุกสุขใจ
ก็พอแล้ว
ราตรีสวัสดิ์
อีกค่ำคืนหนึ่งในปารีส
^_^
ของแถม :
แอบเห็นตานี่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน
อดใจไม่ไหว ขอเฮียเก็บภาพ
เฮียก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ช่างกล้าจริงๆ ....
No comments:
Post a Comment