พ้นค่ำคืนอันโรแมนติค ณ Louvre
มาได้ส่งผลให้เช้านี้ อิคิอิคิ (=Energetic)
มากๆ
อิคิอิคิ :P
ที่หมายแรกอยู่ไกลมาก
ใช้เวลาเดินทางจากที่พัก
ตั้งห้านาที (ด้วยเท้า)
มีนัดคุยงานกับพระเจ้าที่
วิหารโบสถ์ Sacré Cœur
จุดชมวิวไม่คิดเงินที่สวยที่สุดในปารีส
ข้างในโบสถ์สวยสงบเงียบสงัด
(และหอมกำยาน) มาก
(บรรยากาศ
นี่คนละเรื่องกับ Notre Dame de Paris)
เรื่องงานกับก๊อดเรียบร้อยดี
เราปรับความเข้าใจกันหลายเรื่อง
หมดเรื่องคุยกัน
ก็ขอถอนสายบัวลา ออกไปเที่ยวต่อ
ลงเขาลัดเลาะออกไปด้านหลัง
โผล่ย่าน Montmatre
ที่เคยเป็นแหล่งหากินของเฮียโมเน่ต์
ลุงปิกัสโซ่ และท่านแวนโก๊ะห์
(ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะ)
เป็นแหล่งชอปปิ้งที่นักท่องเที่ยว
มามะรุมมะตุ้มหาภาพเขียนถูกใจ
เอากลับบ้านเป็นที่ระลึก
(คราวหน้ามาปารีส ไม่รอดแน่)
ระหว่างทาง เจอมหกรรมกินเงินชาวบ้าน
เจอตาลุงคนนี้กับอุปกรณ์หากินไม่กี่ชิ้น
หากินง่ายๆ กับคนที่ผ่านไปผ่านมา
ด้วยการวางของไว้ใต้เจ้าวงกลมอันหนึ่ง
สลับไปสลับมา แล้วก็ถามคนที่พนันเงินว่า
ของนั้นอยู่ใต้วงกลมอันไหน
ทายถูกก็รับเงิน ทายผิดก็โดนกินเงิน
ไปตามระเบียบ
(ยืนดูอยู่ห่่างๆ เกือบสิบนาที
มั่นใจว่าทายถูกหลายอัน
แต่ไม่กล้าแทง....กลัวรวย)
อิคิอิคิ
ลงดอยมาซักพัก
เมฆครึ้มฟ้าหม่น
ขี่จักรยาน ไม่น่าจะเหมาะ
เตรียมกางร่มลัดเลาะริมถนน.....
เขียนโปสการ์ดไปสิบกว่าใบ
ยังหาแสตมป์นำทางไม่ได้สักที
พอเห็นป้ายไกลๆ
วิ่งปรู๊ดเข้าไปเลย กลัวปิด
(เน่ นี่มันเพิ่งสิบเอ็ดโมงเองนะยะ)
อิคิอิคิ
ไว้อาลัย
ยืนดู Moulin Rouge อยู่ 10 วินาที......
ไม่มีปัญญาซื้อตั๋วเข้าไปดูโชว์ใดๆ
ไม่มีปัญญาถ่ายรูปสวยๆ ในวันฟ้าหม่น
ไม่มีปัญญาชื่นชมอะไร
(ไม่ได้ทำการบ้านเกี่ยวกับสถานที่นี้มาเลย
นอกจากภาพยนตร์ Moulin Rouge
เมื่อสิบปีที่แล้ว)
ขออนุญาตเดินเล่นใน Sex Shop แทนละกัน 555
(PG-25)
ระหว่างทาง มีแต่คนยืนตะโกนเรียกให้เดินเข้าร้าน
(ตั้งแต่เช้าเลยเว้ย) เราก็แหะๆ รีบเดินหนี(เข้าไปในร้าน)ดีกว่า...
แวะโน่นแวะนี่ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
สงสัยท้องฟ้าจะเป็นสาเหตุ
ทำให้อารมณ์เหม่อลอย เบลอๆ งงๆ
ว่าไปไหนดีหนอ.......
เส้นทางที่เดินผ่าน
สองข้างทางเป็นร้านค้า ออฟฟิศเรียงราย
แต่ไม่มีคนทำงานสักคน
เพราะหยุดพักร้อนกันเกือบหมด
ปิดทำการกันก็ไม่ใช่น้อยๆ
ดูตัวอย่างได้จากป้ายด้านบน...
แปลมั่วๆ ได้ว่า
เรียน คุณลูกค้าทุกท่านที่รักมากมาย
บริษัทของเราจะหยุดพักร้อนกันตั้งแต่
วันที่ 28 กรกฎาคม (ช่วงเย็น)
และเปิดทำการอีกที
วันที่ 1 กันยายน (ช่วงเช้า)
สุขสันต์วันหยุดพักร้อนนะจ๊ะทุกท่าน
ลงชื่อ......
น่าอิจฉามากๆ
คนฝรั่งเศสหยุดพักร้อนกันแบบนี้ทุกปี
(อาจจะทำให้ผลประกอบการพุ่งกระฉูด
ก็ได้ เนื่องจากพนักงานได้พักผ่อน
อย่างสมใจ)
เดินเกาะขอบถนน La Fayette
(Rue = ถนน)
ฝนก็เริ่มตกปรอยๆ และหนักขึ้น
อดใจไม่เข้าห้าง
ตามแผนการเที่ยว
ในวันฟ้าครึ้มที่ตั้งใจไว้
คือการ
ออกไปตามหา"ผี"
ในโรงละครโอเปร่ากันดีกว่า
Opéra de Paris
Opéra Garnier
Paris Opéra
ทุกชื่อหมายถึงสถานที่เดียวกัน
แต่คำว่า การ์นิเย่ (Garnier)
มาจากชื่อ
ชาร์ลส์ การ์นิเย่
ซึ่งเป็นชื่อของเฮียสถาปนิก
ผู้ออกแบบโรงละครนี้
เฮียเจ๋งมาก เพราะเกิดมาเฮียยังไม่เคย
สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเค้าเลย
ดันบังเอิญโชคช่วย ชนะการประกวดออกแบบ
เลยดังสมใจเลยทีนี้
ที่นี่ออกแบบตามแนว Neo-Baroque
ที่หรูหรา ตระการตา และอลังการมาก
งานนี้เดินดูเองทั่วๆ
คงไม่ได้ความรู้อะไรกลับบ้านแน่นอน
กัดฟันซื้อตั๋วพี่ไกด์ใจดี
ให้พาชมทั่วๆ
ได้รอบบ่ายสองโมงครึ่ง
นั่งกินกล้วยหอมเกือบหมดหวี
(อาหารเที่ยงของวันนี้)
รอ รอ รอ
แอบเข้าไปถ่ายรูปก่อน
หน่อยนึง
แล้วกลับมานั่ง รอ รอ รอต่อไป
ขบวนผู้ติดตามไกด์ภาคอังกฤษค่อนข้างเยอะ
(คงเข้ามาหลบฝนกันหมด)
พี่ไกด์สวยเก๋น่ารักมาก (อีกแล้ว)
นี่อิฉันตกหลุมรักสามสาว
พี่ไกด์ทุกคนในปารีสเลยนะเนี่ย
ชวนชมโน่นชมนี่ ทุกสัญลักษณ์
ที่ซ่อนอยู่ตามเพดาน ขอบประตู
รูปปั้น ฯลฯ
เทพอพอลโลกับบรรดานางฟ้าทั้งหลาย
โผล่หน้ามาทักทายเป็นระยะ
เหตุผลที่ต้องเป็นเทพอพอลโล
เขาเล่าว่า เทพองค์นี้
เป็นเทพแห่งดนตรีและบทกวี
จึงนำเทพอพอลโลมาสรรเสริญเยินยอ
กันเต็มไปหมด
(แอบส่องเพดานได้ แล้วจะเจอสิ่งที่ซ่อนไว้)
ที่นี่สร้างโดยดำริของ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3
(1861) ที่ให้มีการ pitching ประกวดแบบกัน
จนพี่การ์นิเยร์ของเราชนะเลิศ.......
จักรพรรดินี Eugénie de Montijo
ก็ตรัสถามพี่การ์ของเราว่า
นี่ท่านสร้างที่นี่ตามแบบกรีก หรือโรมันจ๊ะ
"กระหม่อมสร้างที่นี่ตามสไตล์นโปเลียนที่ 3
พ่ะย่ะค่ะ"
หุหุ จัดให้ขนาดนี้ ไม่โปรดให้มันรู้ไป
ช่วงระหว่างรอพี่ไกด์ร่อนไปร่อนมา
เดินดูส่วนที่เปิดเป็นแกลเลอรี่
ภาพเขียน ภาพวาด โน้ตเพลงของแท้ ฯลฯ
ห้องสมุดเก็บต้นฉบับจริง
ของบทละครเวที โน้ตเพลง
บทโอเปร่า ฉบับลายมือ
พร้อมตัวอย่างมอคอัพ
เซตติ้งฉากละครโอเปร่ายุคดึกดำบรรพ์
มุมนี้อยากแปลงร่างเป็นสาวปารีเซียง
นุ่งคอร์เซ็ทลอยลงมาจากบันไดเลยทีเดียว
และที่ลืมไม่ได้
ห้องเบอร์ 5
"Phantom of the Opera"
โอย อินนนนนน
ชอบคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกอยู่เรื่อย
พี่ไกด์พาเดินจนพรุน
ทั้งที่นั่งราคาย่อมเยาว์ข้างล่าง
(จ่ายถูกก็ต้องมาทางเข้าสำหรับสามัญชน)
จ่ายแพงหน่อย ได้ทางเข้าหรูหรา
เป็นแคทวอล์คกลุ่มไฮโซ
ก็จะได้นั่ง box พิเศษด้านบน
พี่ไกด์บอกว่า พวกนั่งตรงนั้นน่ะ
ไม่ค่อยได้ตั้งใจดูการแสดงบนเวที
เท่าไหร่หรอก
เพราะเขาเล่นซ้ำทุกคืน
คุณหญิงคุณนาย ก็ไฮโซ
ซื้อตั๋วมาดูทุกคืน
เพียงเพื่อให้ได้อวดโฉม อวดเพชร
นินทาชาวบ้าน ตามระเบียง box
เงยหน้าไปทักทายกับ
พี่แกรนด์แชนเดอเลีย
ที่ห้อยต่องแต่งอยู่ด้านบน
ก็เจอภาพเขียน(เวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่)
แนวโมเดิร์นอาร์ต โดย
Marc Chargall
สุดจะขัดกับ
ทัศนียภาพรอบๆ
ดูยังไง เราก็ไม่เข้าใจ
นี่มันภาพวาดเด็กอนุบาลชัดๆ น้าาาา
อิคิอิคิ
(The Grand Foyer)
ห้องนี้การ์นิเย่ร์จัดให้ตัวเอง
ได้แอบอยู่ในงานศิลปะในห้องนี้ด้วย
ไม่สังเกตดีๆ ไม่เจอหรอก ;)
จบสิ้นความสนุกสนาน
สองชั่วโมงกว่า..........
ขอแนะนำว่า
ใครได้มาถึงนี่
อย่าลืมซื้อตั๋วละครชมโอเปร่าด้วยนะ
เดินดูรอบๆ กับนั่งดูของจริงน่ะ
คนละอารมณ์เลย
ไม่มีบัตรรถขึ้นฟรีอีกแล้ว
อะไรๆ ก็ไม่พิเศษเหมือนเมื่อก่อน
เลยได้แต่เดินไปรอบๆ เมือง
เริ่มเดินต่อไปเรื่อยๆ
เจอโรงแรม Ritz
โดยบังเอิญ
นั่งแกว่งเท้าไปมารออยู่หน้าจัตุรัส
Place Vendôme
แต่ก็ไม่เจอดารานักร้องให้สอดแนมสักคน
ละจากเจ้าแท่งนี้
ก็ไปตามหาอีกแท่งที่ชื่อว่า
Place de la Concorde
แวะบูชาเจ้าโอเบลิสก์ที่ยอดเสา
ซึ่งเป็นของขวัญจากรัฐบาลอียิปต์
ในสมัยศตวรรษที่สิบเก้า
ตามภาษาเฮียโรกลิฟฟิค
แปลได้ไม่ยากว่าเป็นการสรรเสริญ
ฟาโรห์รามซิสที่ 2
(โม้อีกละ มองยังไม่เห็นเลย
อิคิอิคิ)
แถมให้อีกนิด
ถ้าจำหนังเรื่อง Devil wears Prada ได้
นางเอกโยนมือถือลงในบ่อน้ำพุ
ตรงจัตุรัสนี้แหละ
เขาว่ากันว่า
ใครมาโยนมือถือทิ้งน้ำที่นี่
ลาออกจากงานเดิมแล้ว
จะได้งานดีๆ ที่ชอบที่ชอบทำ
:P
มองดีๆ จากแท่งนี้
ผ่านไปเห็นอีกแท่งนึงลิบๆ
"หอไอเฟล" ตั้งตระหง่าน
ท้าทายทุกแท่งในปารีส
(ทำแลนด์มาร์ค รูปทรงอื่น
กันไม่เป็นแล้วแน่เลย)
จุดมุ่งหมายสุดท้ายของวันนี้
คือหอไอเฟลภาคพระอาทิตย์ตกดินล่ะ
^_^
อยากบอกว่า เมื่อยขามากกกกกกกกกกกกกกกกกก
ปวดเข่า และหิว (อีกแล้ว)
ยืนจ้องเก้าอี้เขียว
ให้มีคนใจดีสักคนลุกขึ้น
ให้คนชรา(ทางความคิด)
ได้นั่งกับเขาบ้าง
สุดท้ายได้สอยไอติมมานั่งหม่ำ
ริมบ่อน้ำ
เฮ้ออออออออออออออออออออออ
ใครว่าเที่ยวแล้วจะแฮปปี้เสมอไป
ได้นั่งพักบ้าง
ก็สุขใจได้เท่ากัน
ดูแผนที่ของสวนนี้แล้ว
ใหญ่เกินจะไขว่คว้าจริงๆ
ตัดใจ หม่ำไอติมเสร็จ
เดินต่อ (อีกทาง) ละกันเนาะ
มาถึง Les Invalides
(เลแซงวาลิดส์)
อภิมหาความใหญ่โตของพื้นที่
อยากมาดูมิวเซี่ยมอีกสักที่
ก่อนปิดทริปปารีส
Musée de l'Armée
(มูเซ่ เดอ ลาเม่)
จัดโชว์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกองทัพ
แหะๆ
ไม่ทัน
เขาปิดแล้ว
มีแต่ผู้คนเดินทยอยออกมาจากด้านใน
งั้น
ยืนส่องแต่ปืนใหญ่ที่โชว์อยู่ด้านนอกแทนก็ได้
ฟ้าครึ้มมาเกือบทั้งวัน
พอตอนเย็นกลับมาสดใส
เตรียมรอให้เราวิ่งไปดูพระอาทิตย์ตก
หมดเวลากับกองทัพฝรั่งเศส
เวลาบอกว่าทุ่มครึ่งแล้ว
เติมความอิ่มให้ท้องกับมื้อเย็นมื้อสุดท้ายในฝรั่งเศส
ด้วย
"อาหารอิตาเลียน"
อิคิอิคิ
เดินผ่านแล้ว
อยากกินนี่หว่า
ไม่มีปัญญาหา และขี้เกียจหา
อาหารฝรั่งเศสมารับประทาน
ก็ต้องพึ่งอาหารต่างชาติแบบนี้แหละ
นับเป็นมื้อเย็นที่ไฮโซที่สุดแล้ว
ถ้าเทียบกับ เครป เคบับ
แซนด์วิชจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
สลัดพาสต้าและไวน์อีกแก้ว
โอย......
จะเดินหาหอไอเฟลเจอไหมเนี่ย
เหมือนจะเดินหลงออกนอกเส้นทางมาไกล
ขอบคุณคนที่เดินผ่านเราทุกคน
ที่ช่วยบอกทางให้มาเจอเจ้าแท่งนี้อีกครั้ง
ด้านนี้ ย้อนแสง
เปลี่ยนฝั่งดีกว่า....
เจอเพื่อนคุยอีกละ
ฝรั่งสามีภรรยาวัยชรา
นั่งรถไฟลอดอุโมงค์มาจากอังกฤษ
มาเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุด
[^_^]
คนนึงเป็นอาจารย์สอนกฏหมาย
อีกคนเป็นคุณครู....
จากนั้นก็ Bla bla bla......
สี่ทุ่มแล้ว
ยังไม่ยอมกลับ
นั่งจุ้มปุ๊ก
ชื่นชม
ความงามของนครปารีส
ความโชคดี (ที่ได้มา)
ความซวย (บ้างเวลาเอ๋อๆ)
ความคิดที่ว่า เมื่อไหร่จะได้กลับมาอีกหนอ...
โชว์แสงสีเสียงเรียกแบ๊ทแมน
ของหอไอเฟล... เป็นโชว์สุดท้ายของ
คืนสุดท้ายในปารีส
ฉากสุดท้าย
ตัดไปที่เด็กหัวดำ
เดินขากะเผลกๆ กลับไปที่พัก
แถมด้วยฉากหวาดเสียว
ชวนให้จินตนาการ
ถึงหนังผีและคนร้ายเป็นช่วงๆ
ตอนเดินอยู่คนเดียวในปล่อง
รถไฟใต้ดิน
บรื๋อ....
แล้วมัน
ก็ผ่านไป......
No comments:
Post a Comment