วันที่สองในปารีส
สะลึมสะลือตื่นมาตีห้า สาวแคนาดาที่นอนอยู่ใต้เตียงเราเขย่าตัวเราเบาๆ ให้รู้ว่าเธอเตรียมตัวจะจากไปเช็คเอาท์แล้ว ร่ำลาเธอเสร็จก็เข้าโหมดเข้าฌาณต่อ โน่นตื่นอีกทีเกือบแปดโมง นี่ขนาดได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องมาปรับเวลาอะไรมากมายเพราะเท่ากับที่เบอร์ลินเป๊ะๆ
เทพธิดาพยากรณ์อากาศเขาบอกว่าวันนี้ฝนจะตก จึงต้องทำการรื้อโปรแกรมสุดหรูที่วางแผนมาอย่างดีใน Excel ใหม่หมด แผนบีก็คือ อยู่ในมิวเซี่ยมมันทั้งวันซะเลย อาหารเช้าของวันนี้และตลอดไป คือ ขนมปัง และกาแฟ แอบจิ๊กครัวซองค์ในครัวเพิ่มมาอีกหนึ่งก้อน ตุนเอาไว้ยามเที่ยงด้วย (กดปุ่มเข้าสู่โหมด "งก" ทันที) รอบข้างเป็น ชาวบ้านชาวช่องเฮโลมาเป็นหมู่คณะมากมาย ที่แก๊งค์ใหญ่ๆ มักเป็นชาวผมทอง ตะวันตก หน้าตาละม้ายเด็กมัธยมไม่เกินป.ตรี ส่วนหน้าตาเอเชียๆ หน่อย ส่วนใหญ่มาเป็นคู่ อายุอานามน่าจะเกินปริญญาตรีทั้งนั้น..... ส่วนฉัน นั่งจิบกาแฟ อยู่คนเดียว... (ฉากนี้แอบเศร้า)
อืดอาดมากเดี๋ยวจะไม่ทันการ คว้าร่มและกระเป๋าเดินได้หนึ่งนาทีก็ถึงสถานีใต้ดิน Anvers ใช้ตั๋วเบ่ง Paris Visite ขึ้นยานพาหนะฟรีเสียบบัตรเข้ากรงเมโทร....
เดินจากที่พักมุดลงเมโทรนั่งรถไฟใต้ดินแค่ไม่กี่นาทีก็มาถึง Louvre ตั๋วไม่ต้องต่อคิวยาวเหยียดซื้อ เพราะมีมิวเซียมพาสในมืออยู่แล้ว ก่อนเข้าไปด้านในก็แวะร้านขายของที่ระลึกซื้อหนังสือ "A Guide to Louvre" แนะนำงานศิลปะแบบละเอียด แทนที่จะเช่า Audio Guide แบบเดินถือหูแล้วฟังไปเรื่อยๆ
จากปสกชว.ที่ผ่านมา พบว่า การใช้หูฟังแบบ Audio เนี่ย นอกจากจะทำให้เราง่วงเร็วขึ้นแล้ว ยังไม่สามารถจำอะไรได้และเมื่อกลับบ้านแล้วก็หายหมด แต่ถ้าซื้อเป็นหนังสือกลับบ้านมาแล้วก็ยังอ่านต่อได้ (อันนี้แล้วแต่คนด้วยล่ะ เพราะสำหรับเราทักษะการฟังเราแย่กว่าการอ่านเยอะ) จากนั้นก็แวะจอง Guided Tour แบบ"คนเป็นๆ" ภาคภาษาอังกฤษ ได้รอบบ่ายสองโมงครึ่งโน่น ทั้งๆ ที่ตอนที่ซื้อบัตรเข้ามาก็เพิ่งจะสิบโมงเช้าเอง ผู้คนมาจากไหนไม่รู้มากมายทั่วทุกมุมโลกเดินกันยั้วเยี้ยไปหมด สรุปว่า วันนี้ได้สิงอยู่ลูฟวร์ทั้งวัน (เย้!!!)
จากนั้นตั้งหลัก ตั้งสมาธิเริ่มศึกษาหาความรู้ เริ่ม RC กันตั้งแต่ตึกด้าน Richelieu Wing ทะลุตึกโน่นโผล่ตึกนี้จนเริ่มจะเหนื่อย ที่เหนื่อยเนี่ยไม่ได้เพราะเดินเหนื่อย แต่เหนื่อยคน เป็นเพราะฤดูร้อน นักท่องเที่ยวเยอะแยะจนอึดอัดไปหมด มันไม่ใช่อารมณ์การเดินดูศิลปะเลย แต่เป็นอารมณ์สวนสนุก ห้างสรรพสินค้า เบียดเสียดกันเข้าไปดู (ปวดกบาล...)
ได้ลองแวะทักทายคุณนายโมนา ลิซ่า ผลงานชั้นบราโว่ของท่านเลโอนาร์โด เจ๊แกป๊อปมาก รูปกระติ๊ดเดียว คนแห่เข้าไปถ่ายรูปเป็นล้าน (ไม่ค่อยเห็นใครจะสนใจมอง หรือดูจริงๆ จังๆ สักเท่าไหร่)
แล้วโลกก็กลมอีกครั้ง หรือไม่แน่เพราะพลังความป๊อบของเจ๊โมน่า บังเอิญมากๆ ข้ามประเทศมาเจอเพื่อนคนอินเดียที่เรียน MBA ในคลาสเดียวกัน ในห้องที่เจ๊โมนาลิซ่าสิงสถิตอยู่
เดินต่ออีกสักพักก็แวะทักคุณนายปีกหัก Vinus de Milo ที่เขาว่ากันว่าเมื่อก่อนเจ๊เป็นพวกมีสี และสวยสดงดงามกว่านี้มาก
บ่ายสองก็ได้เวลาพักเหนื่อยปล่อยให้คุณไกด์พาทัวร์รอบๆ ลูฟวร์ เริ่มต้นด้วยประวัติศาสตร์ของที่นี่ จากใต้ดิน
เล่าเรื่องเก่าๆ สมัยที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้เคยเป็นป้อมโบราณ ก่อนจะนำมาสร้างเป็นพระราชวัง
ฐานต่อไปก็เป็นโซนภาพเขียน เที่ยวกับไกด์ของมิวเซี่ยม สนุกตรงที่ถามได้ตอบได้ และไกด์ก็อธิบายใช้คำสนุกๆ คอยตั้งคำถามนำ ก่อนจะเริ่มอธิบายว่าอะไรเป็นอะไร เช่น รู้ไหมว่าสัญลักษณ์ สัตว์ หรืออาวุธนี้เป็นของเทพองค์ใด ฯลฯ เด็กมาแจมกับกรุ๊ปก็พอดีๆ แถมความรู้รอบตัวเด็กแต่ละคนเยอะมาก บางคนหน้าตาเอเชียๆ ถามได้ตอบได้หมดถึงเรื่องเทพกรีก โรมัน และเรื่องในพระคัมภีร์มากมาย โอ้ว... ขอคารวะ
ออกจากลูฟวร์ก็สี่โมงกว่า (หมดเวลาไปครึ่งวันกว่า ก็ยังดูได้ไม่ละเอียดเลย ... ทั้งปีก็ยังดูไม่สะใจ) สถานีต่อไปก็ไปโผล่ที่ Centre Pompidou
เสมือนนั่งไทม์แมชชีน เข้าสู่อนาคต พุ่งปรู๊ดจากยุคอดีตของบรรดางานศิลปะ กระโดดข้ามไปยุคเกือบใหม่ถึงใหม่เอี่ยม ประวัติการสร้างที่นี่กิ๊บเก๋ มากตรงที่ออกแบบโดยสถาปนิคชาวอิตาเลียน สรรค์สร้างโดยสถาปนิคชาวอังกฤษ และควบคุมโดยวิศวกรชาวไอริช
ตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงทุ่มครึ่ง แทบจะหมดแรง และเสียดายเวลาที่มีไม่มาก ถ้าเลือกได้ควรจะมีอย่างน้อยสี่ถึงห้าชั่วโมงในนี้ อ้อ ขอเก้าอี้สำหรับคน(เดินดูมากๆแล้วจะ)พิการด้วย ก็จะเป็นความสุขที่อิ่มเอมมากๆ ชอบที่นี่มากกว่าลูฟวร์ตรงที่มีอะไรให้ตื่นเต้นประหลาดใจได้ไม่หยุดหย่อน อาจจะเพราะไปเดินดูแนวโบราณๆ ที่อิตาลีมาเยอะแล้ว เริ่มๆ จะเดาเนื้อหาของงานได้บ้าง เช่น เทพ เทพี พระคัมภีร์ กษัตริย์ และราชวงศ์ ตอนอยู่ลูฟวร์เลยไม่ค่อยวี้ดว้ายกระตู้ฮู้ซักเท่าไหร่
แต่มาอยู่ที่พี่จอร์จนี่ ทำเอาหัวใจตุ้มๆต่อมๆ เพราะไม่รู้ว่ารูปต่อไปจะมาไม้ไหน ... บางรูปก็ไม่รู้เรื่องเอาซะเลย พอมาอ่านคำอธิบาย อ้าว.. โห... คิดได้ไงเนี่ย... คนปกติเขาไม่คิดกันน้าาา...
อีกสิบห้านาทีมิวเซี่ยมก็จะปิดแล้ว ตามธรรมเนียม ขอเลือกโปสการ์ดที่ถูกใจๆ ก่อน ด้วยค่าเงินที่โหดร้ายทารุณเกินไปสำหรับเด็กไทยไร้รายได้ตาดำๆ อย่างเรา ได้มาแค่สามใบ ทั้งๆ ที่มีอะไรน่าช๊อปน่าซื้อเยอะแยะในร้านขายของที่ระลึกที่นี่ ... แต่เป็นห่วงคุณพี่อีซี่เจ็ท ที่ไม่อนุญาตให้แบกกระเป๋าใหญ่ขึ้นเครื่องฟรี เลยจำกัดอารมณ์การชอปปิ้งให้ซื้อได้แค่กระดาษแบนๆ ไม่กี่ใบ (อี๋ ไม่มีเงินจะซื้อด้วยใช่มั้ยล่ะ 555)
ก่อนกลับบ้านฝนเทลงมาโครมใหญ่ เปียกแฉะแบะไปหมด ท้องฟ้าเหมือนห้าหกโมงเย็น แต่เวลาจริงก็จะสองทุ่มกว่าแล้ว หมดอารมณ์เดินเที่ยวต่อ กลับที่พักนอนดีกว่าเนาะ ก็แวะซื้อมะเขือเทศสด กับพาสต้าแช่แข็งที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตตรงข้ามพี่จอร์จ เอาไปเป็นอาหารเย็นที่โฮสเทล ระหว่างอุ่นอาหารในครัว ก็เจอะเจอเพื่อนใหม่ สองหนุ่มน้อยที่กำลังเรียนป.ตรีอยู่ที่แคนาดา หน้าตาฝรั่งคนกับเอเชียคน บอกเรามาว่าพรุ่งนี้ได้ข่าว อากาศดีมากสุดขีด ว่าจะไปเที่ยวแวร์ซายส์ ถ้าสนใจจะไปด้วยกันก็บอกได้ ไอ้เราก็ใจง่ายซะงั้น เออ ไปด้วยดิ วันนี้ดูมิวเซียมคนเดียวทั้งวันยังไม่ได้อ้าปากพูดคุยกับใครเลย จากนั้นก็นัดกันซะดิบดี คุณน้องทั้งสองบอกว่าคืนนี้ว่าจะออกซิ่งตามผับตามบาร์ ขบวนออก สี่ทุ่ม คุณโยะ ก็เริ่มสนใจอยากไปมั่ง....
ระหว่างหม่ำข้าวเย็นไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจะคันยิกๆ ทั้งแขน ขา และหน้า รู้สึกเหมือนเดินผ่านดงหมามุ่ย ปากก็เริ่มจะชาๆ บวมๆ เอาละหว่า... ฉันแพ้อะไรเนี่ย ลมพิษ ? เกิดมาก็ไม่เคยเป็น ยาแก้แพ้ก็ไม่ได้เอามา คุณเพื่อนใหม่สองคนที่นั่งร่วมวงก็คงงงๆ ถามว่าเป็นไร เราก็บอกไม่รู้ แมลงกัด หรือกินไรประหลาดๆ ไปมั้ง ฝรั่งหน้าแคนาดา ก็บอกว่า ในฐานะที่เรียนหมอฟันอยู่ (เกี่ยวมั้ยเนี่ย) ฉันว่านะคงเพราะเธอกินมะเขือเทศสดๆไป ซึ่งทางวิชาการแล้วเนี่ยมันเรียกว่าสาร ;*&a%#&^@*@^;@%$@ ในมะเขือเทศนี้ที่ทำให้แพ้ (เราก็นึกในใจ ฉันกินมาตั้งนานหลายปี เพิ่งจะมาแพ้มะเขือปารีสก็วันนี้หรอเนี่ย -_-') จะวิ่งไปซื้อยาแก้แพ้ ร้านขายยาก็ปิดหมดแล้ว เฮ้อ เศร้า
สรุปว่าคืนนี้ พักเหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เที่ยวไม่ได้ งั้นไปอาบน้ำ นอน ดีกว่า ไปไหนไม่ไหวแล้ว ตกลงนัดเวลากับสองหนุ่มน้อยว่าพรุ่งนี้ 9.30 จะออกเดินทางไปแวร์ซายส์กัน
กลับมาที่ห้องนอน (รวม) สุดที่รัก เมื่อเช้าตอนออกมาไม่มีใคร มาตอนนี้สี่ทุ่ม มีกันอยู่ 8 คนเต็มห้องเลย เตียงบนฝั่งตรงข้าม มีสาวม.ปลายชาวสวิสสองคน เตียงข้างใต้เราเป็นหนุ่มน้อยหน้าใหม่ หนูแอนดี้ เด็กม.ปลายอเมริกัน 1 คน และเตียงข้างโน้นก็มีเด็กม.ปลายอเมริกันอีก 2 คน สุดท้าย สาวมาเรีย ชาวอาร์เจนตินา (อายุเท่ากับเรา) ที่สวยน่ารักที่มีอาชีพผู้สื่อข่าวอีกคน ทักไปทักมาก็ถือโอกาสชวนหนุ่มน้อยแอนดี้กับมาเรียไปเที่ยวแวร์ซายส์ด้วยกันพรุ่งนี้ซะเลย
ก่อนนอน ตัวแดง แขนขาคอปากบวมเป็นซาละเปาลูกจิ๋ว... กรี๊ด รีบนอนดีกว่า เดี๋ยวเพื่อนร่วมห้องจะนึกว่าเรามีโรคติดต่อร้ายแรง ภาวนาขอให้เป็นเพียงฝันไป
Zzzzzzzzzzzzzzz
2 comments:
ม่ายอัพเดทเลยอะ .... เหลืออีกตั้งหลายทริป .... จะครบปีแล้วนา ...
Post a Comment