Paris et moi # 5

นอนมาราธอน
ที่เดิมมาสี่คืนรวด

ปรับตัวได้ดีกับ
การมา และการจาก
ของเหล่านักเดินทางทั่วโลก
(พูดซะเว่อร์
ส่วนใหญ่ ก็หนีไม่พ้น
ชาติที่มีอันจะกิน
เช่น อเมริกา
แคนาดา นิวซีเแลนด์
ออสเตรเลีย ฯลฯ
รวมถึงเด็กม.ปลาย
ชาวยุโรปทั้งหลาย
ไล่กันไปตั้งแต่ สวิต
สเปน อิตาลี ฯลฯ

แก๊งค์เด็กม.ปลาย
มาเที่ยวกันหลายปริมาณ
มีตั้งแต่มากัน สองคน
(แก๊งค์สองสาวเยอะมากกกก)

สามคน แต่ไม่เกินสี่ห้าคน
ส่วนใหญ่(ดู)มีวุฒิภาวะสูง
และมีความรู้รอบตัวเยอะมาก

ใช้เวลาปิดเทอม
ตระเวนหาประสบการณ์นอกห้องเรียน
นอกประเทศกันสนุกสนาน

เขาบอกว่า หลายทริป
ทำให้มุมมองชีวิต
ทัศนคติเปลี่ยนไปเยอะ.....
ได้รู้จักว่าตัวเองชอบอะไร
อยากทำอะไร
อยากทำงานสายอาชีพไหน
ก็ตอนได้เที่ยวเยอะ
เจอคนเยอะๆ ตอนนี้นี่แหละ

----
กลับมาเรื่องเดิมได้แล้วเจ๊ !!

คนมาถึงก่อน (ทำตัว)เป็นเจ้าบ้าน
ต้อนรับคนมาใหม่เพื่อนใหม่มากมาย.....

วิทยายุทธ์การเที่ยวเดี่ยว
ก็พัฒนาแก่กล้าจน
เหิมเกริมไปไหนต่อไหนเองได้


พยากรณ์อากาศท่านว่า
วันนี้จะแดดแรงและฟ้าใส
ไม่อยากอุดอู้อยู่ในปารีส
เลยขอมาชม
มรดกโลกอีกที่
แวะเยี่ยมห้องนอนของท่าน
ผู้นำ(หลายคน)
แห่งอาณาจักรฝรั่งเศส

พระราชวังฟงแตนโบล
(Château de Fontainebleau)
วังไฮโซ ชานเมืองของ
พระเจ้าหลุยส์ถึงนโปเลียน

นั่งรถไฟใช้เวลาพริบตาเดียว
เพราะนั่งคุยกับครอบครัวชาวอเมริกัน
กันมาตลอดทาง

(จริงๆ น่ะ เพราะกลัวลง
รถไฟผิดสถานี :P )

แต่ทว่า....
เวลาบนรถบัสหวานเย็น
เดินช้ามาก
เบ็ดเสร็จแล้ว
ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ จากปารีส

กว่าจะไปถึงวัง
แวะขอข้อมูล Tourist Info ด้านนอกวัง
(แต่เขาไม่ค่อยมีอะไรให้เท่าไหร่)
ไปเที่ยวเลยละกัน
(แนะนำว่า ให้ไปขอในวัง มีให้เยอะกว่ามาก)




Château de Fontainebleau
http://en.wikipedia.org/wiki/Palace_of_Fontainebleau

พระราชวังฟองแตนโบล
เป็นวังที่ใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกก
ใช้เวลาเดินค่อนข้างเยอะ
ใครจะมาเที่ยว ก็อย่าสวยเยอะ เดี๋ยวเมื่อย....

ถ่ายรูปอย่างเพลิน
เพราะฟ้าใส
ปราสาทสวย
หญ้าเขียว
อากาศมีลมเย็นๆ โชย




ด้วยบารมีของบัตร Show Pow(er)
ผนึกกำลังกับบัตรนักศึกษา
อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ

แต่ก็อีกแล้ว
อยากได้ไกด์แต่ไม่มี
เลยต้องพึ่งพี่ออดิโอไกด์ (Audio Guide)
ที่หน้าตาเหมือนรีโมททีวี




วังนี้ใหญ่มาก.......................................
แค่เดินฟ้งพี่ไกด์ออดิโอ้
หมดเวลาไปเกือบสองชม.
ข้อดีของการมาคนเดียวคือ
ไม่มีใครมาร้องงอแงบอกเบื่อ
หิว หรืออยากกลับบ้าน :P

เดินซะจนขาชา เข่ากำเริบไปเลย
เดินห้องโน้นออกห้องนี้
ทั้งห้องหลุยส์ ยลเตียงนโปเลียน
เรื่องราวของโจเซฟิน ฯลฯ

มึนกับข้อมูลจนน้ำตาลในเลือดลดฮวบฮาบ
เดินดูในวังทั่วๆ เสร็จ
ได้เวลาหม่ำอาหารเที่ยง
มื้อนี้เจ๊งกทานฟรีอีกแล้ว

ขนมปังครัวซองต์ห่อทิชชู่ที่หยิบมา
สองก้อนจากมื้อเช้า (รันทดมาก)



ปิดท้ายด้วยร้านขายของที่ระลึก
วังที่นี่เอา King มาเป็น idol ล้อกันสนุกสนาน
อารมณ์ดีจริงๆ
หนังสือภาพปกแข็ง
หนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่ม ก็น่าซื้อกลับเบอร์ลิน

แต่ ... ตั๋วเครื่องบิน EasyJet ที่ซื้อไว้
ไม่อนุญาตให้เพิ่มจำนวนกระเป๋า และขยายขนาดกระเป๋า
เศร้าเลย.....



เสพฟ้าใสๆ กับแดดเนียนๆ
จนเปรม

อิ่มละ เปลี่ยนที่เที่ยวดีกว่า
เช็คเวลารถบัสกลับสถานี

(สเตปนี้ แอบพลาด
ต้องรอรถเปล่าเปลี่ยวที่ป้าย
เกือบครึ่งชม.
ดังนั้น ถ้าใครจะมาเที่ยวที่นี่
สมควรเช็คเวลากลับล่วงหน้า
หรือถ่ายรูปตารางรถไว้ก็ได้
จะได้รู้ว่า ควรออกจากวังตอนกี่โมง)



ความสนุกสนานจากการรอไม่ได้หยุดแค่นั้น
รถบัสที่มาถึงช้า... ทำให้ไปถึงสถานีรถไฟ
ช้าเกือบสิบนาที
นาทีที่รถบัสจอด
ผู้โดยสารหลายคนวิ่งบึ่งไปที่รถไฟ
ที่ห่างออกไปเกือบห้านาที(ถ้าวิ่ง)

เห็นเขาวิ่งกัน
คุณนายก็อยากวิ่งบ้าง
แต่เขาก็ปวดแปล๊บๆ ....

พอมือไปแตะถึงประตูรถไฟ
มันก็ปิดลงทำหน้าสะใจใส่เรา
สุดท้าย
นั่งแหมะ รอรถไฟคนเดียว
ที่สถานีอีก 45 นาที
พร้อมผู้ร่วมชะตากรรมสูงอายุ
ที่สถานทีอีกหลายคน
(คงวิ่งไม่ทันเหมือนเรา)




ภาพตัดกลับมาบนรถไฟ (ได้ขึ้นซะที)
ต่อกันอีกช็อต
เลือกเป็นเด็กหญิงข้างหน้าต่างเปล่าเปลี่ยวได้ไม่นาน
ก็มีสองสาวเชื้อสายแอฟริกันร่างยักษ์มานั่งฝั่งตรงข้ามเรา

มองตากันไปมองตากันมา
เลยยืมแรงเขาให้ถ่ายรูปให้เราหน่อย
(555 มาคนเดียวก็ยังบ้ากล้องได้เว้ย)

สองสาวเป็นชาวจาไมก้า
ที่มาหางานทำที่ปารีส.......
นี่แน่ะ ถือโอกาสหาคนพูดฝรั่งเศสด้วยเลย
โชคดีที่พวกเธอพูดอังกฤษไม่ได้ :)

ตะกุกตะกัก ป๊ากเล่ ฟรองเซ่ส์ กันสนุกสนาน
สองสาวก็ขำก๊ากกับสำเนียงและศัพท์ประหลาดๆ ของเรา
ผ่านไปสักพัก
เขาก็พูดว่า Cinq Euro (= 5 Euro)

เราก็ "งง"
อะไร ห้ายูโร

เจ๊นึกว่าเรางง
เลยเอาปากกาเขียนลงบนกระดาษว่า
"5 Euro"

เราก็ดันตีความไปว่า เขาจะขอตังค์เรา
(คือ มาคนเดียวก็กลัวไว้ก่อน)

เลยตอบไปว่า "ฉันเป็นแค่นักศึกษา
ฉันจน ฉันไม่มีเงิน"

สองคนนั้นก็หัวเราะลั่นอีก
เราก็เริ่มหวาดระแวง จิตตกแล้ว
เอ... เจ๊จะใช้มีดจี้เราหรือเปล่าเนี่ย

โชคดีที่รถไฟมาถึงสถานีพอดี
เลยรีบเผ่นแน่บแบบไม่คิดชีวิต
เรียกจังหวะหัวใจให้เต้นสูบฉีดเต็มพิกัด

ตอนนี้นึกย้อนเวลาไปตอนนั้น
ถ้าเกิดเรื่องมันเกิดจาก
การสื่อสารผิด
หรือเราเข้าใจเขาผิด
สองเจ๊นั่นคงงงเอเชียหัวดำคนนี้ว่า
"มันเป็นอะไรของมัน ? ทำไมทำหน้าตา
หวาดระแวงขนาดน้านน"



เอาเถิด ผ่านไปแล้ว
ถือว่าขำๆ ดี
กลับเข้าเมืองมาแล้ว
อยากไปดูโบสถ์ที่มีกระจกสีเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล
ที่โบสถ์คาธอลิก Sainte Chapelle (แซงท์ ชาแปล)


http://en.wikipedia.org/wiki/Sainte-Chapelle
http://sainte-chapelle.monuments-nationaux.fr/fr/

ถ้าส่องตามลิงค์นี้ดูดีๆ บนแผนที่
http://wiki.worldflicks.org/sainte-chapelle.html
จะพบว่าทิศทางการเดินของเราวันนั้น
โผล่ขึ้นมาจาก Metro (M) สถานี Cite'
มาจ๊ะเอ๋กับทางเข้า แซงท์ชาแปลในระยะกระชั้นชิดมาก

เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน
ตาเหลือบไปเห็นคลื่นคนมหาศาลอยู่บนฝั่งสะพาน
ที่จะข้ามแม่น้ำ Seine (แซน) ด้านที่จะไปร้านหนังสือ
Shakespere & Co.หรือฝั่ง Saint Michelle (Metro)

ไม่ได้การแล้ว
ไทยมุงอย่างเรา ต้องขอติดตามข่าวอย่างกระชั้นชิด
โบสถ์นี้เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยวิ่งกลับมาดู

แผลบเดียวก็มายืนอยู่บนขอบราวสะพาน
ถามคนข้างๆ เขาบอกว่า อีกไม่กี่นาที
ขบวนจักรยาน Tour de France (ตูร์ เดอ ฟรองส์)
จะวิ่งปรู๊ดผ่านตรงนี้ ก่อนจะไปเข้าเส้นชัยที่
ประตูชัย (L'Arc de Triomphe)แถวถนน ชองส์เซลิเซ่



กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
จะโชคดีอะไรขนาดน้านนี่จะได้ดูของจริง ก็วันนี้เนี่ยนะ
(เจ๊ก็นึกขึ้นได้ ว่าเมื่อวันที่มานั่งโรแมนติคกับมาเรีย
ริมแม่น้ำแซน เราเห็นป้ายแจ้งหยุดการเดินรถเมล์แถวนี้
เนื่องจากติดขบวนแข่งรถตูร์เดอฟรองซ์นี่นา
ลืมซะงั้นเรา -_-' )




เห็นคนข้างๆ ยืนกางหนังสือพิมพ์ เราก็ขอแจม
ขอดูบ้างอะไรบ้าง เลยได้รู้จักไปโดยคุณปริยาย
เธอเป็นนักศึกษาที่มาเรียนที่ปารีส ชื่อเอแลน (Helene)
เจ๊มายืนรอตรงนี้เกือบครึ่งชม.แล้ว

พร้อมอธิบายโน่นนี่ด้วยวิชา intro to "Tour de France" 101
ว่าจุดเริ่มต้นการแข่งขันอยู่ที่ไหน แวะไหนบ้าง
ตรงไหนมีอะไรน่าสนใจ........

เราก็ "อ๋อ อืม โอโห อ่ออออ"
(เพราะที่ผ่านมาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเร้ยยย
ที่น้องแอนดี้เล่าๆ มาก็จำอะไรไม่ได้ แหะๆ)



รออีกแป๊บบบเดียว
คนก็ฮือฮา ลุกยืน หยิบกล้อง
เป็นสัญญาณว่า "มันมาแล้ว"

ตำแหน่งยืนรอดูของเรา
ค่อนข้างสูงส่งเลยเห็นหัวปิงปองชัดเจน
ผ่านไปแค่ห้าวินาที
พรึ่บเดียว ขับผ่าน
หายกันไปหมดแล้ว

และสิบวินาทีถัดมา
คนหายไปกันหมดทั้งถนน รถวิ่งเหมือนเดิม

ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
คุณนายเดินกลับไปจุดมุ่งหมายเดิม
ณ โบสถ์ Sainte Chapelle
ยืนต่อแถวประมาณสิบห้านาที
เจอแก๊งค์ป้าๆ ญี่ปุ่น ที่มาเที่ยวกันเอง
(เก่งมากกกกกกกกกกกก)
ก็ยืนโม้ยืนเม้าท์กับป้าๆ ไปแก้เบื่อ
ได้ความว่า มีป้าเจ้าบ้านที่มาอยู่ปารีส
ทำงานด้านดีไซน์ตั้งแต่สาวๆ
สบโอกาสเลยชวนเพื่อนๆ จากญี่ปุ่น
บินตรงมาเที่ยวที่นี่...

เวลาเห็นแก๊งค์ผู้สูงอายุมาเที่ยวกันเองแบบนี้
มองแววตาที่สดใสของแต่ละคนแล้ว
บอกอายุกันไม่ถูกเลย ^_^




คำนวณลมฟ้าอากาศมาแล้ว
มาดูวันฟ้าใสจะสวยสุด
เพราะกระจกสีๆ หลายหมื่นชิ้น
จะได้ล้อเล่นกับแสงงามๆ ด้านนอก

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะใช้บัตรเบ่ง
Paris Museum Pass (4-jour/4 days)
เมื่อเช้าใช้ที่วังไปแล้ว
บ่ายนี้ปิดท้ายกันที่นี่แหละ



ทางเข้า
บริเวณชั้นล่างเขาทำเป็นร้านขายของที่ระลึก
งงๆ และมึนๆ
เพราะส่วนใหญ่ โบสถ์จะอยู่ชั้นล่างเลย
หันซ้ายหันขวาเจอทางเข้าแคบๆ
แอบอยู่ในซอก
เดินวนๆ ขึ้นไป
โผล่บริเวณโบสถ์
อลังการงานสร้างมาก

จุดเด่นๆ ของที่นี่
คือ Rose Window
(Catherine Window)





ที่เป็นหน้าต่างกลมๆ
สัญลักษณ์หนึ่งของ
สถาปัตยกรรมแนวโกธิค

เจอเยอะแถบๆ ฝรั่งเศสตอนบน
และในยุโรปหลายประเทศ




กระจกสีๆ สวยจนเราต้องนั่งแหงนคอ
อยู่เกือบชม. (เลียนแบบชาวบ้าน
ที่มานั่งจุ้มปุ๊กกันที่นี่)

เพ่งกระจกรำลึกเรื่องราวในไบเบิล
(สมัยเรียนคำสอนกับบาทหลวง)

นึกออกบ้าง นึกไม่ออกบ้าง
แค่นั่งเฉยๆ ตรงนี้ใช้เวลาไปเกือบชม.เลย
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มารยาทดี
ไม่ค่อยจู่โจมถ่ายรูป(ตัวเอง)
ทุกช็อตทุกมุมเหมือนที่เห็นบ่อยๆ ในเมืองไทย

เวลาเขาจะเที่ยวกัน
ก็หาข้อมูลล่วงหน้ากันแน่นปึ๊ก
(พวกประวัติสถานที่ เหตการณ์สำคัญๆ
สัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรม ฯลฯ)
เลยดูเหมือนมีของให้เล่น ให้ดูเยอะ

พอมาถึงที่จริงๆ ก็จะเข้าใจ
หลายๆ อย่าง ได้ง่ายๆ
เสมือนเป็นทริปทัศนศึกษาของโรงเรียน
ใครมากันเป็นคู่ๆ ก็ชี้ดูโน่นดูนี่กันใหญ่

อาจตอบคำถามได้ว่า
ทำไม บางคนเวลาไปเที่ยวไหนถึงบ่นว่า
"ที่นี่ก็งั้นๆ ไม่สวย ไม่เห็นมีอะไรเลย"

(ส่องจากกล้องอาจจะมองไม่เห็นความงาม
แต่ถ้าดูจากเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ


ก็คงได้เห็นอะไรๆ ที่ซ่อนอยู่เยอะ)


อย่าว่างี้งั้นเลย
เจ้าของบล็อกก็ไม่ได้อ่านไปเหมือนกันแหละ 555
ก็ใข้ได้แต่ความรู้เก่าๆ สมัยประถม -_-'



โซนขายของที่ระลึก...
มีแต่หนังสือน่ารักๆ เต็มไปหมด
อยากซื้อวุ้ยยย





มีแต่คอนเสิร์ตน่าดู
แต่ไม่ได้ดู :(



จะหกโมงเย็นแล้ว
จะเอาบัตรนี้ไปดูมิวเซี่ยมไหน
ก็ปิดหมดแล้ว

บอกลาเจ้าบัตร Mona Lisa แบบเป็นทางการ
ในฐานะที่อุ้มชูให้เบ่งได้นานถึงสี่วัน



ลงดิน หาที่เที่ยวต่อละกันเนาะ
ฉากนี้ขอปลอมตัวเป็นเอมิลี่ (Emilie)
ทักทายเจ้าตู้รูดม่านนี่หน่อยนะ



เสน่ห์อย่างนึงของการไปๆมาๆใต้ดิน
คือ สถานีใต้ดินที่สวยกันคนละแบบ
คนละสไตล์ และคนละอารมณ์
ผิดกับ BTS MRT บ้านเรา
เหมือนๆ กันหมด (หรือเรายังไม่สังเกตให้ดีๆ หนอ)

ก็นะ
เรามันคนมาใหม่ด้วยมั้ง
หลายๆ อย่างจึงดูน่าตื่นเต้น
สวยงามกว่าบ้านตัวเองไปหมด








ระหว่างทาง ขอแวะทำความเคารพ
Place de la Bastille (ปล๊าซ เดอลา บัสตีล)
http://en.wikipedia.org/wiki/Place_de_la_Bastille

จัตุรัสที่เคยเป็นที่ตั้งของคุกบาสตีล
ที่โดน (คน) ถล่มเมื่อวันที่ 14 July 1789
(วันชาติฝรั่งเศส)

สัญลักษณ์สำคัญของการ
ปฏิวัติฝรั่งเศส
การปฏิวัติที่ล้มล้าง King
เปลี่ยนระบอบฟิวดัล (ขุนนาง) /
ขจัดอภิสิทธิ์ชน /
ระบบศาสนาการเมือง
มาเป็น
ระบบแห่งประชาธิปไตยอิสระ

"สาธารณรัฐฝรั่งเศส"

(แต่ก็ยังหนี ยุคถัดมาที่
นโปเลียนตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิไม่พ้น
ฮิฮิ )



ณ ตอนนี้แถวนี้กลายเป็นที่จัดคอนเสิร์ตสำคัญๆ
คาเฟ่ บาร์ และผับเรียงรายกันสลอน


หลีกหนีความวุ่นวายของเมือง
มานั่งเล่นนอนเล่นในสวนกลางเมือง
ที่ชื่อว่า Place de vosges
http://en.wikipedia.org/wiki/Place_des_Vosges

แถวนี้เป็นบ้านของพี่ฮิวโก้ด้วยล่ะ
Maison de Victor Hugo (เมซง = บ้าน)
นักเขียนนิยายเรื่อง
คนค่อมแห่งโนเทรอดาม (Notre Dame de Paris)
ที่เป็นเรื่องราวชายค่อมผู้พิการ เฮียควอซิโมโด (Quasimodo)
กับ สาวยิปซี... เอสเมอราลด้า (Esmeralda)

อีกเรื่องที่พี่ฮิวโก้เขียนก็คือ
เหยื่ออธรรม (Les Misérables)

เรื่องนี้(ได้ข่าวว่าดังและเจ๋งมาก)
อ่านไปสิบหน้า มาจะสามปีแล้ว
ยังอ่านไม่จบซะที (ฮิฮิ)





นั่งแช่อยู่ในสวนจนทุ่มกว่า.....
พระอาทิตย์ก็ไม่ตกซะที เฮ้อ
หนีไปนั่งเล่นแถวบันไดโรงละครโอเปร่า
(Opera Garnier)

สถานที่เกิดเหตุของนิยายสุดโปรด
The Phantom of Opera
(Le Fantôme de l'Opéra)

มาตอนที่เขาปิดแล้ว
ต้องแกร่วมองหน้ารูปปั้น
คุณปู่ Beethoven / Mozart / Rossini
ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้า

อีกจุดที่ต้องหยุดยืนมอง (ของปลอม)
La Danse
http://es.wikipedia.org/wiki/Archivo:Jean-Baptiste_Carpeaux_La_Danse.jpg
(โดย Jean-Baptiste Carpeaux 1827-1875)
รูปปั้นกลุ่มเทพธิดาที่ยืนเปลือยเต้นระบำกันด้านหน้าโรงละคร
ตัวจริงตั้งให้ชมที่ Musée d'Orsay

ตามคำให้การจากพี่ไกด์ที่มิวเซี่ยมดอร์เซย์
เขาบอกว่า ในสมัยนั้นเจ้ารูปปั้นนี้
ทำผิดจารีตประเพณีการปั้น

ก็คือ การให้รูปปั้นมี "ลูกตาดำ"
เป็นสิ่งที่ทำให้เฮียคนปั้น
โดนวิจารณ์อย่างหนัก
เพราะทำให้รูปปั้น
มีลักษณะใกล้เคียงคนมากขึ้น
???????






ใช้พลังงานจนเกือบหมด
เริ่มจะหิว และอยากกินอะไรร้อนๆ




จ่ายเงินซื้อบะหมี่เจและตะเกียบ
จากร้านอาหารจีนแถวนั้น
แบกติดตัว ถ่อหาที่หม่ำมื้อเย็น
ที่โรมันติกขุ...
คู่ควรกับบะหมี่จีนในมือเรา

เริ่มตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
เดินทะลุไปโผล่ที่สะพานไม้
Le Pont des Arts
เห็นชาวบ้านชาวช่องมานั่งปิคนิค
ดูพระอาทิตย์ตกดิน



หาที่ว่างๆ ยากเหมือนกัน
แต่ก็ไม่ยากเกินสำหรับโต๊ะสำหรับ 1 ที่

เจ๊นั่งแหมะเกาะกรงริมสะพาน
ดื่มด่ำกับวิวมุมสูงของแม่น้ำแซน (อีกแล้ว)

ฝั่งซ้ายเป็นคู่รักนั่งสวีท
ฝั่งขวาเป็นกลุ่มนักศึกษา นั่งล้อมวงคุยเล่น
รับแสงสุดท้ายของวัน

หม่ำไปได้ครึ่งกล่อง
ก็เริ่มเหงาปาก อยากหาเพื่อนคุย
เจ๊ใช้มุกเดิมอีกแล้ว
ให้สาวหน้าตาเอเชีย (ที่คิดว่าเป็นคนไทย)
ฝั่งนักศึกษาให้ช่วยถ่ายรูปเรา
กับกล่องบะหมี่ให้หน่อย
(ก็บอกแล้ว ว่าบ้ากล้อง :P)

ถ่ายเสร็จก็เริ่มคุยกัน
ว่าเขาและเราเป็นใครมาจากไหน

ได้ความว่าเป็นนักศึกษาชาวเวียดนาม
มาเรียนป.ตรีที่มหาลัยซอร์บอนน์
ด้านเศรษฐศาสตร์
เธอสวยและยิ้มน่ารักมาก
(ละลายเลย 555 เริ่มสับสนทางเพศอีกละ)

ที่สำคัญเธออยากฝึกภาษาอังกฤษ
และเราอยากฝึกภาษาฝรั่งเศส
เลยได้ผลลัพธ์เป็นหนึ่งชั่วโมง
ที่ฮากระจาย
พูดกันผิดๆ ถูกๆ
แต่ก็เข้าใจกันได้ดี



สุดท้ายต้องร่ำลากันไปพร้อม
แลก facebook account
พร้อมประโยคสุดฮิต

"See you again in Facebook"




เขากลับ
เรายังไม่กลับ
นั่งทอดอารมณ์จนกรอบอร่อย
นึกในใจ
คราวหน้า จะได้เที่ยวปารีสคนเดียวอีกไหมน้าาา

เมืองนี้มีเสน่ห์ที่ทำให้คนเที่ยวเดี่ยว
ไม่เหงาและไม่วุ่นวาย
มีอะไรให้ติดตามได้ตลอดเวลา



สามทุ่มกว่า

พระอาทิตย์ยังเรไรอยู่กับขอบฟ้า
เปลี่ยนที่นั่งดีกว่า
แหมะอยู่บนขอบบันไดพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
เพลินกับเงาทะมึนๆ ของสิ่งก่อสร้างรอบๆ



ยิ่งนั่งก็ยิ่งติด
ลุกไปไหนไม่ได้ซะที







เปลี่ยนโหมด : ถ่ายภาพกลางคืน
ลั้ลลากับขอบบ่อน้ำริมปิระมิด
เสียงจ๋อมแจ๋มป๋อมแป๋มของน้ำตก

ทันใดนั้น
ก็มีฝรั่งวัยเยาว์ที่หน้าตาดีมากกกกกกกกกกกกก
ถือกล้องตัวใหญ่มากกกกกกกกกกกก
มานั่งอยู่ใกล้ๆ

ถามเราว่า
"ให้ยืมขาตั้งกล้องไหม ? ถ่ายรูปกลางคืน
แบบไม่มีขาตั้งกล้องน่ะ รูปออกมาไม่สวยนะ"

เอ่อ ....
สงสัยเฮียจะเห็นว่า รูปในกล้องเราจะเน่ามาก

"โอเคค่า"

เฮียใจดี ถอดขาตั้งกล้องออกมาจากกล้องเขา
ยื่นให้เรา

ประกอบขาเทียมเข้าไปเสร็จปุ๊บ
ถ่ายได้สองสามแชะ
เฮียเปิดเลคเชอร์ต่อว่า นี่ๆๆ
ยูต้องตั้ง ISO ไว้ต่ำๆ นะ ภาพจะได้สวยๆ
มีขาเทียมแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก
ว่าภาพจะสั่น

"โอเค โอเค โอเคค่า"

กดชัตเตอร์แชะ แชะ อย่างเมามัน

ถ่ายไปได้ไม่เกินสิบรูป
ทุกอย่างก็พลันดับวูบ

กล้องแบตหมด

เฮือก
อุตส่าห์ได้ขาเทียมไฮโซ

พี่ฝรั่งหน้าหล่อถามว่า
"อ่าว แล้วแบตสำรองยูล่ะ มีไหม"

"มีจ๊ะ
แต่นี่ก็เป็นแบตก้อนที่สอง
และก้อนสุดท้ายของวันนี้แล้วล่ะ"

"สงสัยวันนี้ยูจะเที่ยวหนัก ถ่ายหนักนะเนี่ย"

"แหะๆ"

ตาฝรั่งคนนี้ทำงานเป็นตากล้องมืออาชีพ
ทำงานอยู่ในปารีส
เฮียบอกว่า วันไหนอยากพักผ่อน ก็หาที่สวยๆ ถ่ายรูปเล่นแบบนี้แหละ




เฮียไปหาที่ถ่ายรูปต่อที่อื่น
ก็ Au Revoir เฮียไป

ไอ้เราก็กลับมานอนเล่นกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ที่สันขอบบ่อน้ำ รอบๆ ปิระมิด
กล้องแบตหมด เป็นใจให้เจ้าของกล้อง
เลิกสนใจเก็บความงามของที่นี่ด้วยอุปกรณ์อิเล็คทรอนิค
หันมาเก็บความงาม และความรู้สึกของที่นี่
ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

"มีความสุขจัง :)"

วันนี้จบลงที่นี่ ณ เวลาเที่ยงคืน
ใช้พลังงานไปเยอะ
(เมื่อเทียบกับการใช้พลังงานเฉลี่ยต่อวันของทั้งปี)

ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
ขอขอบคุณ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
ที่อนุญาตให้คนจรจัดอย่างเรา
ไปนอนเล่นกินลมชมดาวจนดึกๆ ดื่นๆ ได้








No comments: