Brussels # 1



ทริปเบลเยี่ยม ถือกำเนิดขึ้นในเดือน ธ.ค ปี 2009
ช่วงชีวิตที่ว่างเปล่ามาก
มีความสุขมาก และมีเงินติดตัวน้อยมาก
ขออาศัยเพื่อนอยู่ฟรีนานๆ ก็เริ่มจะเกรงใจ (แหม เพิ่งจะมารู้สึก 555) 

คิดคิดคิดคิดหาวิธีท่องเที่ยว
ลุยเดี่ยวแบบประหยัด

ก็ชาวบ้านชาวช่อง เขาต่างมีการงานให้ทำ
มีหนังสือให้เรียน ส่วนเราว่างนัก ไปเที่ยว ผลาญเวลาอย่างเบิกบานละกัน

หนึ่งในวิธีเที่ยวแบบประหยัดคือ
ไปขอนอนบ้านคนอื่นฟรี
หากมีคนรู้จักในประเทศนั้นๆ ก็ไม่ยาก

แต่ถ้าไม่รู้จักเลย ก็มีสองทางเลือก
ไปหาชุมชนนอนฟรีที่บ้านคนแปลกหน้า

- Couch Surfing : The World 's Largest Travelling Community http://www.couchsurfing.org/
- Hospitality Club : www.hospitalityclub.org/

สองเครือข่าย นี้จะนำพาคนแปลกหน้าทั่วโลก ให้มาได้รู้จักกัน ได้คุยกัน ใครใจดีก็เปิดบ้านให้มานอนฟรีๆ  นี่ไม่ใช่อะไรในอุดมคติมากมายนัก หลักการมีอยู่ว่า หากเขาไว้ใจเรา เราไว้ใจเขา ก็เริ่มต้นได้

การไว้ใจก็มีหลายทาง หากเคยไปพักมาบ่อยๆ ไปมามากมาย ก็จะมีเจ้าบ้านมาเขียนให้เราบนบอร์ดของโพรไฟล์เราว่า ไปนอนบ้านคนอื่นแล้วจิตพิสัยเต็มสิบ ประพฤติงาม ไม่ทำบ้านเขาพัง ไม่ขโมย และพูดจารู้เรื่อง   ยิ่งมีคนเขียนมาชมเยอะๆ ก็เดาได้ว่า (น่าจะ) เป็นคนดี ไม่ใช่โจร สกปรก ไม่เกรงใจชาวบ้าน ฯลฯ  บางคนโดนด่าออกสื่อเลยก็มี เช่น ซกมก ทำบ้านเละ ขี้ขโมย ก็เป็นการประจาน เตือนให้คนอื่นๆ ที่จะเปิดบ้านต้อนรับคนนี้ต้องระวัง


ความยากอยู่ที่ "ครั้งแรก"
ในเมื่อโพรไฟล์เราเป็น 0
ก็ค่อนข้างจะยากที่จะหาคนที่เขาไว้ใจเราให้ไปพักกับเขา

โชคดีของเรา
ที่น้องเบนซ์ รุ่นน้องชมรม เคยไปเที่ยวเบลเยี่ยม
และเคยใช้บริการ Hospitality Club มาแล้ว
ฟ้าโปรดประทานเทพธิดาน้องเบนซ์ มาชี้ทางสว่างว่า
"พี่ทราย ลองป้าแอนิต้าที่อยู่ในโปรแกรม Hospitality Club ดูไหม
เบนซ์เคยไปพักบ้านป้าแกมาแล้ว ใจดีมากๆ"


เลยขอใช้ทางลัด 
ส่งอีเมล์ไปเล่าประวัติส่วนตัว ว่าเป็นใครมาจากไหน เรียนจบอะไร
พูดภาษาอะไรได้บ้าง เป็นเพื่อนสนิทกับเบนซ์เลยนะ 555 (ช่วงนี้โม้หนักมาก)

แจ้งป้าอย่างละเอียด
ว่าในวันที่ 30 พ.ย และขอป้าว่า ขอไปนอนบ้าน
สี่วันสามคืนได้ไหมคะ (9-12 ธ.ค) 

ป้าตอบอีเมล์มาในวันที่ 5 ธ.ค ว่า โอเคมาได้เลยจ๊ะ

^_^  เย้ๆๆๆ ประหยัดเงินค่าที่พักไปได้ 4 วัน 3 คืนเต็ม
(โคตรจะงกเลยแหะๆ -_-')



 

ช่วงเตรียมความพร้อม
- ซื้อตั๋วรถบัส Eurolines : Duisnburg - Brussels   http://www.touring.de/
   ใกล้มากๆ ดุยซ์บวร์กกับเบลเยี่ยมเนี่ย จะบินเครื่องบินก็เกรงจะเว่อร์ไป
   จะไปรถไฟก็แพงกว่าประมาณ 10 ยูโร (500 บาท)
   ติดใจ orange bus ตอนเดินทางจากบูดาเปสท์ไปคราคูฟ เลยไปรถบัสอีกทีแล้วกัน

- ตุนเฮียโลโบ้ (แกงเขียวหวาน และต้มข่าไก่)
  นำอาหารไทยง่ายๆ ไปทำให้ป้าทาน
  สืบจากเบนซ์มาว่า ป้าโปรดปรานประเทศไทยและอาหารไทยมาก 



เดินทางหน้าหนาว ฝนตกปรอยๆ ทั้งวันตลอดทาง
เกือบ 4 ชั่วโมงกว่าจะถึงเมือง Antwerp แวะอยู่ครึ่งชั่วโมง
แล้วก็เดินทางต่ออีกชั่วโมง ก่อนแตะแผ่นดินเมืองหลวงบรัสเซลส์ (Brussels) 

มาเบลเยี่ยมต้องทำใจก่อนว่า
ประเทศนี้พูดหลายภาษามาก
บางท้องที่ก็จะหนักไปทางฝรั่งเศส
บางด้านหนักไปทางดัทช์ (ภาษาทางเนเธอร์แลนด์)
อีกด้านพูดเฟลมมิช 

อ้อ บรัสเซลส์ มีอีกชื่อคือ 
บรุ๊กเซลส์ (Bruxelles) ถ้าเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสนะ
เผื่อถามทางคนที่นั่นแล้วเขาไม่รู้จัก
ก็ลองเรียก "ชื่อเมือง" ไปซะทุกภาษาแล้วกัน




เดินทางที่นี่ไม่ค่อยยาก เพราะเมืองไม่ใหญ่มาก
แต่ก็มึนๆ งงๆ อยู่ดี
ตามจดหมายป้าบอกมาว่า


Hello Sai,


Your dates are ok to me. Please tell me around what time you arrive in Brussels. I will be out of Brussels in the afternoon, but I will be back early in the evening.

Here is how to reach my home:

From Brussel Nord, where your bus leaves you, you can easily walk to place ROGIER. Go down into the Metro station . Take Metro to SIMONIS, lines 2 or 6 . When you get off the metro, follow exit to bus 87. This bus will take you to my place: get off at bus stop LOWET, you will see a roundabout, cross it: my building is the first after the roundabout n° xxx. It looks complicated but in fact it's very easy.

My mobile phone is 00 32 479 362 xxx.

I'm looking forward to meeting you,



Anita 


ในเมื่อป้าตอบมาว่า บ่ายไม่อยู่ กว่าจะกลับก็เย็นๆ เลย
กระเป๋าก็ใบใหญ่ เลยจัดการแวะมาที่อพาร์ทเมนต์คุณป้าก่อน ระบบรักษาความปลอดภัยดีมากๆ เข้าไม่ได้ แกร่วอยู่สิบกว่านาที เจอคนใจดี พาไปหาป้าแม่บ้าน ... ป้าเขาพาไปถึง ห้องป้าแอนนิต้า และจับเอากระเป๋า โยนเข้าไปฝากไว้เลย (อิอิ ขอบคุณค่า)

มือเบา ไม่มีกระเป๋าให้ห่วงแล้ว วกกลับลำเข้าเมืองออกซิ่งต่อ


ฝนตกมาตลอดทั้งวัน ทำให้วันนี้หนาวมากกเป็นพิเศษ ใจอยากจะนั่งแช่ในร้านกาแฟอุ่นๆ รอจนกว่าป้าจะมา อีกใจก็เทศน์จัดเต็มเลย ว่า งั้นอยู่บ้านไปเลยไหม จะมาเที่ยวทำไม (555 บอกแล้วว่าเวลาเที่ยวคนเดียว จะเหมือนเป็นพวกสองบุคลิก bipolar)



มองซ้ายขวา 4 โมงแล้ว ที่เที่ยวหลายแห่งเริ่มจะทยอยปิดกันหมด หาของกินแล้วกัน
ของกินที่มีชื่อและหาง่ายของที่นี่ ก็... ไม่ต่างกับร้านหน้าโรงเรียนที่เมืองไทย ของทอด ของทอด และของทอด อะไรบ้างก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าราคาถูก สนุกอย่างเดียวตอนเลือกน้ำจิ้มราด ที่มีหลายแบบให้เลือก ทั้งมายองเนส ทาทาร์ ซอสมะเขือเทศ ฯลฯ



คุณลุงใจดีมากกก ได้โอกาสขุดเอาภาษาฝรั่งเศสกลับมาใช้อีกแล้ว ลูกค้าไม่เยอะ ลุงเลยชวนคุยไม่หยุดเลย พอทอดเสร็จ หน้าแดงก่ำเลย เพราะกระทะ ท่าทางจะร้อนจัด ตรงกันข้ามกับอากาศข้างนอก




แวะเวียนออกเที่ยวรอบๆ เมือง ด้วยรถไฟใต้ดิน ผลุบโผล่ๆ ไปเรื่อยเปื่อย



  Grand Place (ฝรั่งเศสเรียก กรองปล๊าซ) ดัทช์เรียก Grote Markt 
ภาษาดัทช์คล้ายๆ กับเยอรมันเลยแฮะ .. เดาๆ เอาน่าจะแปลว่า ตลาดยักษ์ 
ต้นคริสต์มาสสวยงาม ตัดกับบรรยากาศทึมๆ รอบๆ มีการแสดงประหลาดๆ
ล้อมรอบไปด้วยคนดูมากมาย



ขอย้ำ
มัน-หนาว-มาก

ฝนตกไม่หยุด
สั่นเป็นเจ้าเข้า
ภาวนาว่า อย่าป่วยเป็นอันขาด



GODIVA ช็อคโกแลตที่ใครๆ ก็บอกว่า "ขึ้นชื่อมาก"
เดินผ่านแวบแรก... ก็ แค่ชอคโกแลตอะเนาะ
เก็บไว้ก่อนละกัน
(งกอะไรขนาดน้านน 555)

สัญลักษณ์อีกตัวของเมืองนี้
คนยืนฉี่ (-_-' มาดูทำไมเนี่ย)

มองใกล้ๆ
กระติ๊ดเดียวเอง


ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งการ ฆ่าเวลาให้ตายไปทีละตัว ทีละตัว
เฉื่อยสุดๆ มาคนเดียวมันเศร้าก็ตอนเวลาแบบนี้นี่เอง
หมดอารมณ์จะไปคุยกับใครๆ แล้ว
ยุโรปไม่ใช่เยาวราช ที่จะไฮเปอร์ จ๊อกแจ๊กจอแจสว่างไสวร่าเริงได้ตลอดเวลา
พอตกเย็นเกือบจะทุ่มนึง ร้านค้าก็ปิดเกือบหมด เปิดให้แค่ซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับให้คนเลิกงานแวะซื้อข้าวของก่อนกลับบ้านเท่านั้น




ใกล้เวลาป้ากลับบ้านแล้ว... กลับเลยละกันเนาะ ตุนนมสดและขนมปังรอบเช้า
เผื่อหิวจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเสร็จ ก็กลับบ้านป้าเลย เคยไปมารอบนีงแล้ว รอบนี้สบายมากกก



กดกริ่งที่หน้าประตู-- ป้าแอนนิต้า ร่างท้วม ผมทอง ท่าทางใจดี ยืนยิ้มกอดเราซ้ายขวา (เกือบจะหอมกันด้วย เขินนน) เข้าไปในบ้านปุ๊บ...พื้นที่ใหญ่มาก สวยมาก และดูใหม่มาก ที่นี่คล้ายๆ เป็นที่พักของผู้สูงอายุ ที่ห้องน้ำ ก็ทำเป็นประตูกระจกด้านบน เผื่อให้คนข้างนอกส่องๆ ดูได้ ว่ายังอยู่ดี สบายดี ไม่ล้มฟุบไปในห้องน้ำ ตอนอาบน้ำ ก็จะมีหวิวๆ บ้าง....

ห้องนอนที่ป้าให้เรานอน มีทั้งเตียง และรังหนังสือท่องเที่ยวขนาดใหญ่  เหมือนยืนอยู่ในแผนก "หนังสือท่องเที่ยว" ของร้านคิโนะที่พารากอนเลย lonely planet หลายเล่มส่งเสียงทักทายเหมือนจะอวดๆ แกมเย้ยว่า ป้าเคยไปมาเกือบจะทั่วโลกแล้วนะ
  คืนนั้น เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็ออกมานั่งคุยแนะนำตัว มอบของฝาก
ส่วนป้าก็เปิดไวน์จิบไปคุยกันต่ออีกเกือบสองชั่วโมง 

ส่วนที่ประทับใจที่สุดของค่ำคืนนี้ ก็คงจะเป็น ตอนมาเจอป้า เนี่ยแหละ ^^

No comments: