กลับมาแล้วคร้าบ งานยุ่ง เที่ยวเยอะ กินแยะ เลยห่างหายไปนาน มาอยู่ญี่ปุ่นรอบนี้ ได้เจอชีวิตอีกหลายๆ ด้าน ด้านนึงก็เรื่องงาน มาฝึกงานแต่เจ้านาย (ท่านมัตจัง) ให้งานเสมือนหนึ่งเป็นพนักงานประจำ โยนโปรเจคให้ทำมากมาย ก็สนุกดี เครียดด้วย บางช่วงติดลมทำงานเกินเวลาแถมให้อีก จนเจ้านายอีกคน (อีกด้านเรียกว่าทะนุกิแล้วกัน) บอกกลับบ้านไปได้แล้ว ทำแบบนี้ไม่ได้นะ อ้อ ห้ามเอางานกลับไปทำที่บ้านด้วย ....
ก็ให้รำลึกถึงตอนทำงานที่เก่าสมัยอยู่บางกอก ไม่เคยออกจากออฟฟิศกลับบ้านก่อนทุ่มนึงเลย ตอนนั้นระบบชีวิตประจำวันก็ย่ำแย่ไม่น้อย ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ทั้งๆที่สมัครสมาชิกฟิตเนส ข้าวเช้ากินไม่ครบ บางวันก็หม่ำแค่ขนมปังกับกาแฟ มื้อค่ำแวะชายสี่หมี่เกี๊ยวริมถนนราชพฤกษ์ กลางคืนหอบงานกลับมาทำบ้าน นอนตีหนึ่งตีสองนั่งหน้าคอมตลอด
พอมานี่เลยต้องปฏิวัติตัวเองซะที พยายามจัดการงานให้เสร็จก่อนหกโมงเย็น แล้วก็เผ่นกลับบ้านเลย จริงๆถ้าเทียบกันระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนเยอรมัน ช่วงเวลาทำงานจะต่างกันเลย คนเยอรมันที่มาฝึกงานและพนักงานประจำที่นี่ชอบมาทำงานกันเช้าๆ (จริงๆ เป็นระบบ Flex Time มาสายได้ถึงสิบโมง แต่ก็ต้องทำให้ครบจำนวนชั่วโมงงานด้วย) พอหกโมงเย็นเป๊ะก็เก็บของกลับบ้านก่อนหมด ไม่สนใจว่าทั้งแผนกจะกลับบ้านกันหรือยัง ไม่เหมือนระบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ว่ามาถึงก่อนเจ้านาย เจ้านายไม่กลับลูกน้องกลับไม่ได้ คนเยอรมันถือคติว่า ฉันทำงานที่ฉันรับผิดชอบเสร็จ ฉันก็กลับบ้านใช้เวลาส่วนตัวให้เต็มที่ แต่คนญี่ปุ่นหลายคนมากันแต่เช้าตรู่กลับกันค่ำๆมืดๆ ก็ยังมีอยู่เยอะแม้จะไม่มีโอทีให้ก็ตาม
ไหนๆ ก็เกริ่นๆ เรื่องเจ้านายไปแล้ว เล่าต่ออีกหน่อยแล้วกัน เจ้านายคุณมัตจังของเราหน้าตาท่าทางละม้ายคล้ายไจแอนท์ในโดราเอมอน รับผิดชอบสินค้าพวกด้านออย แอร์ เคบินฟิลเตอร์ เป็นคนญี่ปุ่นที่เกิดและโตที่เยอรมันเรียนจบเสดสาดที่โน่น แล้วมาหางานทำที่ญี่ปุ่นเลยติดนิสัยท่าทางแบบเยอรมันมาเต็มๆ พูดอะไรตรงๆ จะว่าจะตำหนิอะไรก็แรงมาเลย ไม่ต้องมีอ้อมค้อม แรกๆ ก็มึนๆ แต่ตอนนี้เราว่าแบบนี้ก็ดี เข้าใจง่ายดี แต่มัตจังไม่ยอมพูดญี่ปุ่นกับเราเลย พ่นอังกฤษใส่เราตลอด แอบฟังมัตจังพูดญี่ปุ่นก็มีขำ เหมือนคนฝรั่งพูดไทยไม่ชัด แต่นี่เป็นคนญี่ปุ่นพูดญี่ปุ่นไม่ชัด มาเช้ากลับเร็วทุกวัน (เพราะคิดถึงลูก)
อีกคนก็ท่านทะนุกินั่งข้างๆ กัน รายนี้เหมือนเดคิซุกิ ดูแลสินค้าพวกระบบเบรก เป็นญี่ปุ่นแท้เรียบร้อย ขี้อายแต่เวลาปล่อยมุขก็ฮากระจาย ทำงานเก่งโคตร แต่เป็นแนวชอบทำคนเดียว อยู่คนเดียว เลยไม่ค่อยแจกงานให้เราเท่าไหร่ ไม่รู้เพราะเกรงใจหรือว่าอะไร ต้องหมั่นคอยถามมีไรให้ช่วยไหม มีไรให้ทำไหม ถึงจะยอมสั่งงาน เนื่องจากเฮียเป็นโสดเลยมาสายสุดๆ กลับบ้านดึกสุดๆ
มีอีกคนที่เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ของเราในสัญญาจ้างงาน แต่ไม่ได้แจกงานให้เราโดยตรง เป็นหัวหน้าใหญ่ของพีเอ็ม(โพรดักส์แมเนเจอร์)ทุกคน จบเอ็มบีเอจากอเมริกา ประสบการณ์ทำงานมากมาย แต่เฮียเหมือนซุเนโอะสุดๆ ในแผนกไม่มีใครชอบท่านเลย เพราะท่านดูเป็นซุเนโอะผสมโรดรันเนอร์ (จะซวยมั้ยเนี่ยเรา) เคยมีคดีคุกคามเด็กฝึกงานสาวฝรั่งมาแล้ว บริษัทญี่ปุ่นขี้เม้าท์สุดๆ ใครอยากรู้ว่าเป็นไง ก็หลังไมค์แล้วกัน นอกเรื่องมาเม้าท์เจ้านายได้ไงก็ไม่รู้ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า
ตั้งแต่มาอยู่เมืองนอกรอบนี้ทั้งเบอร์ลินและโตเกียว ความสุขทุกเช้าก่อนไปที่ทำงานคือการได้ทานอาหารเช้าแบบเต็มอิ่ม ขนมปังสองแผ่น สลัด ไข่ดาว แอ๊ปเปิ้ล น้ำมะเขือเทศ ..... ตอนเย็นๆ สี่โมงก็ซื้อขนมปังมาหม่ำ แถมด้วยผลไม้ พวกส้มแอ๊ปเปิ้ลกล้วย (ขาดแต่มะละกอ 555) นั่งมองวิวมหานครโตเกียวและโตเกียวทาวเวอร์อยู่บนชั้นสิบเจ็ด มื้อเย็นก็ทำกินเอง โปะผักไปเต็มที่เพราะกลัวขาดสารอาหาร ก่อนนอนก็ชาสมุนไพร... วันหยุด(นานๆที) ก็ได้ออกไปวิ่งบ้าง เพราะห่วงยางเริ่มจะเพิ่มขนาดแล้ว โชคดีแถวบ้านเป็นแนวเนินเขาเยอะ ประมาณน้องๆ ซานฟรานฯ มีเนินเขาปราบเซียนเต็มไปหมด บ้านแถวนี้สวยน่ารักบนเนิน มาพร้อมสไตล์ยุโรปกันหมด เลยได้ดูวิวสวยๆ ตอนวิ่งด้วย แต่คนที่นี่(โดยเฉพาะผู้หญิง)ไม่ค่อยจะนิยมออกกำลังกายนอกบ้านกัน (คาดว่าเป็นเพราะห่วงภาพลักษณ์ เหงื่ออกเดี๋ยวไม่สวย) ไปออกกำลังกายกันตามฟิตเนสเซ็นเตอร์กันหมด
เล่ามาซะยืดยาว แค่จะมาอวดว่าทำไมเกิดจะมาแคร์ดูแลสุขภาพกันซะขนาดนี้ หนึ่งคืองก อาหารนอกบ้านที่นี่แพงสุดๆ อีกอย่างก็กลัวป่วย ยิ่งช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) กำลังระบาด แล้วต้องนั่งรถไฟแน่นๆ ไปทำงานเช้าเย็นทุกวัน นึกดูในสภาพรถไฟแน่นๆ มีแต่คนคาดหน้ากากกันเต็มไปหมด จนเดาไม่ออกว่าตกลงมันป่วยหรือกลัวป่วยกันแน่เนี่ย เสียงไอค่อกแค่กดังเป็นระยะๆ กลับบ้านทีก็ต้องรีบล้างมือ กลั้วคอ ไม่งั้นคงโดนโรคติดต่อเล่นงานแน่ๆ คุณน้องเทเรเซียที่ทำงานแผนกเดียวกันก็ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไปที เจ๊บอกว่าไวรัสตัวนี้มันแน่มาก ทำเอาเดี้ยงอยู่บนเตียงไปอาทิตย์นึงเลย ก็ถ้าแข็งแรงซะอย่าง โรคอะไรก็คงทำไรไม่ได้.. ยกเว้นโรคทรัพย์จาง
ก็ไม่ได้เอาแต่กินอยู่แต่ในห้องอย่างเดียวซะหน่อย อิอิ สองอาทิตย์ก่อนก็ออกจากบ้านแทบทุกวันหยุด รอบแรกไปเที่ยววัด Asakusa ที่เที่ยวยอดฮิตของโตเกียว กับเพื่อนที่มาบิสซิเนสทริปจากเยอรมันและเพื่อนของเพื่อน และกับเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน (ญาติเยอะจริงๆ)
เคยมาวัดนี้ครั้งแรกเมื่อช่วงสามปีก่อน ตอนมาเทรนเซฟตี้ที่โตเกียวกับเพื่อนๆ ครั้งนั้นอะไรๆ ก็ดูสดใสไปหมด เพิ่งเรียนจบหมาดๆ เลยกระดี๊กระด๊ากับสาวๆ สามสิบกว่าชีวิต มารอบนี้ก็เฉยๆ เน้นถ่ายรูปเล่นในวันที่อากาศดีๆ ฟ้าใสๆ แดดแรงๆ
มุมนี้ไว้เสี่ยงเซียมซี ร้อยเยน
ได้ไกด์ท้องถิ่นมาแจม ไอ้เราเลยสบายซะ
เดินตามอย่างเดียว
มื้อเที่ยงกับของร้อน โซบะเทมปุระ
เจอขบวนคู่บ่าวสาว น่ารักดี
แล้วก็ย้ายถิ่นฐานจากอะซะกุสะ
ไปต่อกันที่โตเกียวทาวเวอร์
มองเห็นก้อนอุนจิอยู่ไกลๆ ตึก Asahi แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ ณ ตรงนี้ เพราะโรคบ้าถ่ายรูปของเรา พอเดินกันไปถึงสถานีรถไฟ ที่ไกลออกไปประมาณสิบนาที ดันหาบัตรรถไฟไม่เจอ (เป็นตั๋วเดือนเรียกว่า PASMO ระยะเวลาสามเดือน มูลค่าสองหมื่นห้าพันกว่าเยน หรือเกือบๆ เก้าพันบาท) แล้วหน้าตาที่สดใสๆ อยู่ดีก็เริ่มซีดลง ซีดลงเรื่อยๆ ซวยซะแล้วแก หลังจากค้นกันทั่วตัวแล้วไม่เจอ โทร.ไปที่ร้านอาหารที่เพิ่้งไปหม่ำมาก็ไม่มี เลยเดินกลับไปที่ป้อมตำรวจที่อยู่หน้าวัด Asakusa ด้วยอารมณ์ที่ไม่มีลุ้นแต่อย่างใด เพราะถ้าใครเก็บได้ก็เอาไปใช้ได้เลย พอไปถึงป้อม เจอคุณตำรวจใจดี พูดไทยได้(อันนี้งงมาก) ก็บอกไปว่าทำบัตร PASMO หาย คุณตำรวจบอกว่า ใช่ใบนี้ไหม (ที่บัตรมีชื่อเราพิมพ์ไว้ด้วย) มีคนเก็บได้ที่ทางม้าลายตรงหน้าป้อมเนี่ยแหละ (มัวแต่ส่องก้อนอุนจิเพลิน บัตรเลยร่วงอยู่กลางถนน) โห ................ บรรยายความรู้สึกไม่ถูกเลย เพราะโล่งอกแล้วก็นึกขอบคุณคุณคนที่เก็บได้อยู่ในใจ ได้ยินมานานแล้วเรื่องที่ว่าไม่ว่าจะทำอะไรหายที่ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะได้ของคืนกัน เพื่อนเราลืมกระเป๋า Burberry ใบยักษ์ ไว้บนรถไฟ แล้วก็มีคนเก็บมาคืนให้ ... ฯลฯ และอีกหลายคดีของจริงที่เกิดขึ้นและได้ของคืนกันโดยสวัสดิภาพ
ยิ้มออกแล้วก็มาเดินทางต่อกัน
แท๊กซี่จักรยาน (แถวบ้านเรียกสามล้อถีบ)
แล้วก็เดินๆๆ มาจนถึง Tokyo Tower
ในระยะประชิด อืม ก็โครงเหล็กสีแดง
นึกถึงหนังเรื่อง Always ขึ้นมาทันที
โปรแกรมเที่ยววันนี้เน้นชิลล์ ไม่ได้ขึ้นไปดูบนยอดโครงเหล็กเพราะคิวยาวมาก เลยไปนั่งกันที่ร้านกาแฟข้างใต้ Tokyo Tower จากนั้นก็เดินทางกันต่อไป
อีกา สัตว์น่ารำคาญของคนญี่ปุ่น
ที่พบเจอบ่อยกว่าสุนัขอีก
http://www.nytimes.com/2008/05/07/world/asia/07crows.html
ตู้นี้เป็นมุมล้างแว่นฟรี
ตั้งอยู่หน้าร้านขายแว่น
เพิ่งเคยเจอแฮะ
ปิดท้ายด้วย Shabu-shabu / SUkiyaki
ในย่าน Shibuya
ท้ายนี้ เอาของกินมาฝากอีกแล้ว ตอนนัดทานข้าวกับเจ้านายใหญ่ที่ทำงานที่เก่า จากร้าน Dexee Diner (Shibuya)
ร้านนี้แต่งร้านน่ารักน่านอน มีมุมชั้นหนังสือใหญ่ๆ กาแฟก็อร่อย :)
3 comments:
สนุกดีค่ะ อาหาร ขนม น่ากิ้นนน
งงด้วยคนอ่ะ ทำไมตำรวจพูดไทยได้
คุณลุงตำรวจญี่ปุ่นบอกว่า
เคยไปนั่งเรียนมาสี่ปีกว่า
แต่ไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไม
(ไม่รู้ว่าแฟนเป็นคนไทยหรือเปล่า :P)
อุนจิเป็นพิษจิงๆเลยนะครับ
เห็นแล้วยากไปบ้าง
หวังว่าคงได้ไปซักวัน อิอิ
Post a Comment