การเดินทางของเม็ดทรายก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
อย่างไม่ได้ตั้งใจ...........
มาจะกล่าวบทไป ขอเล่าถึงที่มาที่ไป
ของการเดินทางในครั้งนี้
ด้วยหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่บอกไว้
ว่าเมื่อเจ้าเรียนจบเทอมแรกแล้ว
ช่วงต้นเดือนมกราคม ถึงกลางเม.ย
ก็จงออกไปศึกษา หาความรู้ภาคปฏิบัติตามบริษัทฯ
หรือที่เรียกกันว่า Internship (intern หรือเด็กฝึกงาน)
จะที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้ เสร็จแล้วก็ช่วย
กลับมาเรียนต่อเทอมสองตอนเม.ย ด้วยนะ
ข้าพเจ้า ก็หมั่นเพียรขวนขวายหาที่ฝึกงาน
ทั่วเยอรมันก็แล้ว ทั่วยุโรปก็แล้ว
นั่งปั่นใบสมัครไปกว่าห้าสิบใบ
สิ่งเดียวที่ได้อ่านจากอีเมล์คือ
Unfortunately.................
เวลาผ่านไปเกือบสามเดือน
ย่างเข้ากลางเดือนธันวาก็แล้ว
จนท้อใจ แล้วอยู่ดีๆ ก็ไปเจอเวปไซต์
ชื่อ http://www.kopra.org/
ที่ได้มาจากผู้มีพระคุณที่ไม่รู้จักกันเลย
(เรื่องมันยาวอีกแล้ว ประมาณว่า เมล์ไปหา
องค์กรที่เหมือนหอการค้าญี่ปุ่นในเยอรมัน
ว่ามีบริษัทญี่ปุ่นที่ไหนในเยอรมัน
พอจะไปฝึกงานได้บ้าง)
ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนกว่าจะมีคนตอบกลับมา
ว่าจงไปที่เวปไซต์แห่งนี้ แล้วเจ้าจะไม่ผิดหวัง
พอคลิกเข้าไปก็เป็นเวปสำหรับฝึกงานในแถบเอเชีย
ทั้งๆ ที่เวปนี้ทำขึ้นเพื่อนักศึกษาเยอรมันโดยเฉพาะ
แต่เราก็ขอพ่วงเข้าไปด้วยแล้วกันนะ
ส่งใบสมัครแหลกราญในแผนกการตลาดทุกบริษัท
ตั้งแต่ BMW Daimler Bosch .....
เวลาผ่านไปไม่นานหลังการส่งใบสมัคร
เฮียบีเอ็มก็ตอบกลับมาว่าสนใจมาก
ทำเอาดีใจสุดขีด
ตอนเจออีเมล์ที่บอกว่า "เราสนใจโพรไฟล์ของคุณ"
มันเหมือนคนที่อกหักมานาน สารภาพรักกับใคร
ก็โดนเขาปฏิเสธ พอมาเจอประโยคเด็ดในอีเมล์เข้า
ทำเอาช็อคไปเลย
แต่แล้วก็เหมือนฟ้าดินกลั่นแกล้งนางเอกตาดำๆ
อีกครั้ง เมื่อเฮียบีเอ็มบอกว่า อยู่นานๆ ได้ไหม
ขอให้อยู่ฝึกงานมากกว่าสามเดือนได้หรือเปล่า
ไอ้เราก็ หนูอยากทำงานด้วยใจจะขาด
แต่ก็ไม่ได้นะค้า อิฉันต้องกลับมาเรียนหนังสือ
อันนี้เศร้าจริง มาทำให้อยากแล้วจากไป ฮือ...
หลังจากนั้นช่วงปลาย เดือนธ.ค
ทางมหาลัยก็จัดทริปพาไปทัศนศึกษาที่
กรุงปราก ประเทศเช็ค ตอนนั้นก็ปลงๆ แล้วว่า
งั้นฉันทำงานที่บริษัทที่มหาลัยช่วยหาให้
(ก็ได้วะ)
แต่แล้วอยู่ดีๆ บน Charles Bridge
สะพานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง นักท่องเที่ยวมากมาย
ระหว่างเดินเล่นชมนกชมไม้ ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ
อย่างสนุกสนาน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น.....
+81xxxxxxxxxxxxxx
เอ๊ะ นี่มันรหัสโทรศัพท์ประเทศญี่ปุ่นนี่นา
พอรับสายก็เป็นผู้จัดการแผนกการตลาด
บริษัท Bosch ส่งเสียงตามสายเป็นภาษาญี่ปุ่น
บอกว่าขอสัมภาษณ์หน่อย คุยได้ไหม .....
ก็กรี๊ดในใจไปห้าวิแบบไม่มีเสียง
ช็อคอีกแล้ว
"อ๋อ ได้ค่ะ แต่อาจจะเสียงดังหน่อยนะคะ
เพราะตอนนี้กำลังเที่ยวอยู่ในปรากค่ะ "
ก็เดินไปคุยไปสัมภาษณ์ไป ว่าเป็นไงมาไง
งานที่จะให้ทำเป็นแนวไหน มีคำถามไหม
มาได้เมื่อไหร่ตอนไหน ยังไง ทำไมเรียน
ภาษาญี่ปุ่น ทำไมมาเรียนเอ็มบีเอในเยอรมัน
แล้วเวลาก็ผ่านเลยไปเกือบสิบห้านาที
คิดดูแล้วกันว่า เริ่มสัมภาษณ์ตั้งแต่ถ่ายรูปนี้
จนเห็นหอนาฬิกาชัดๆ แบบนี้
เพื่อนๆ รอบกายก็ไม่รู้หรอกว่ายายนี่
สัมภาษณ์ที่ฝึกงานอยู่ มาบอกทีหลังว่า
ก็ฉันนึกว่าแกคุยกับแฟนอยู่นี่นา
ทางคนญี่ปุ่นก็บอกว่า แล้วจะให้ทาง
ฝ่าย HR ติดต่อไป
เฮ้อ ...................... โล่งใจจัง................
ได้ที่ฝึกงานซะที แม้จะต้องมาไกลถึง
โตเกียว แต่ก็เป็นบริษัทที่ติดอันดับต้นๆ
ของเยอรมัน แถมเป็นที่รู้จัก
(อย่างน้อยก็คงไม่โดนหลอกมั้ง)
คืนนั้นแวะเน็ตคาเฟ่เช็คอีเมล์
เห็นสัญญาที่ส่งมาระบุว่า
ระยะเวลาฝึกงานหกเดือน
ตั้งแต่ม.ค ถึงมิ.ย
อ่าว..... ก็บอกไปแล้วนี่นา
ว่าทำได้แค่สามเดือน เลยตอบเมล์ไป
ว่า ขอเป็นม.ค ถึงเม.ย แล้วมาฝึกอีกรอบ
ตอนส.ค ถึงต.ค ได้มะ
เช้าวันรุ่งขึ้นระหว่างทัศนศึกษาอยู่ที่ Skoda
Auto museum โทรศัพท์มันมาอีกครั้ง
เฮียบอกว่า ไอ้ที่แบ่งเป็นสองช่วงน่ะ สำหรับงาน
ที่แผนก ไม่น่าจะมีปัญหา แต่แผนก HR
ไม่เคยเจอเคสนี้มาก่อน ไม่รู้จะขอวีซ่า
มาได้ไหม แล้วถ้าต้องใช้ใบ Certificate of Eligibility
(ใบสำคัญที่หลายคนคงรู้จัก เวลาจะไปเรียนต่อ
ญี่ปุ่น ต้องใช้อย่างแรง..........................)
ก็อาจจะต้องใช้เวลาเกือบสองเดือนกว่าจะได้ใบนี้
เราก็เริ่มใจสั่น อะไรเนี่ย จะเหมือนเฮียบีเอ็ม
ที่มาทำให้อยากแล้วจากไปอีกแล้วเรอะ
ทางบริษัทก็บอกว่า งั้นเธอไปสถานทูตซะนะจ๊ะ
แล้วก็ไปคอนเฟิร์มมาให้เรียบร้อยนะ ว่า เธอจะแบ่ง
ช่วงเวลาฝึกงานเป็นสองรอบ ได้ไหม
ถ้าขอวีซ่าได้ ก็ฝึกได้จ๊ะ
ตอนนั้นก็หวั่นใจ วิตกอย่างแรง เพราะวันพฤหัส
ค่ำจะได้กลับเบอร์ลิน แล้วเช้าวันจันทร์ก็ต้องไปเที่ยวอิตาลี
ซื้อตั๋วเครื่องบินทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว
ฮึ่ม ก็ได้ฟะ ..... วันศุกร์เนี่ยแหละ จะบุกสถานทูตญี่ปุ่นที่เบอร์ลิน
ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป แม้จะมีโอกาสแค่วันเดียวก็ตาม
ทริปสนุกๆ ที่ปรากผ่านไป เช้าวันศุกร์ก็รีบฝ่าหิมะ
บึ่งไปสถานทูตญี่ปุ่นที่อยู่บนถนน
Hiroshima Strasse ฮ่าฮ่า เจ๋งจริงๆ ด้วย
ชื่อถนนยังเป็นชื่อญี่ปุ่นเลย
พอเดินเข้าไปในสถานทูต ก็ตกใจ ทำไมเงียบวังเวง
ขนาดนี้เนี่ย ที่รีบมาแต่เช้าเพราะกลัวคนเยอะ
ไหงเงียบกริบจนน่ากลัวขนาดนี้ล่ะ
ได้เจอเจ๊คนญี่ปุ่นที่พ่นภาษาเยอรมันใส่เราแบบไม่ยั้ง
ก็ยืนงงอยู่ห้านาที ขอภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น
แทนได้มะ เกิดมาเพิ่งเคยเจอคนญี่ปุ่นพูดเยอรมัน
อืม...........
หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ๊ใหญ่ฟัง
เจ๊ก็บอกว่า ได้จะเอาด่วน ไปขอเอกสารมาให้ครบจากบริษัท
Certificate of Eli. ไม่ต้องใช้ หลังจากขอ หนึ่งสัปดาห์
ก็มาเอาวีซ่าได้
ฮุ้ๆๆๆๆๆ เหมือนยกภูเขาออกจากอก
(แหมเจ๊ ทำอย่างกะเคยมีภูเขา 55)
"เฮ้อ โล่งอก"
จากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน
แบบสบายใจ ซักผ้า เก็บห้อง
โหลดรูปที่ไปเที่ยวปราก
แล้วก็เตรียมเก็บของไปเที่ยวอิตาลี
แหมๆๆ อันนี้เรื่องราวออกจากน้อยไปนิด
เพิ่มอีกหน่อยละกัน พอวันเสาร์
ก็ได้โทร.สัมภาษณ์งอีกานจาก
Daimler ที่ญี่ปุ่น บอกว่าถ้าสนใจ
ก็ช่วยคอนเฟิร์มก่อนวันพุธนี้ด้วย
เหอะๆ บทจะโดนทิ้งก็โดนทิ้งแบบไม่เหลือเยื่อใย
บทจะป๊อปขึ้นมา ก็เนื้อหอมซะ......
หลังจากเปรียบเทียบแพคเกจ และเนื้อหางาน
เพราะเนื้อหางานที่ป๋า Bosch หยิบยื่นให้
แบบเอาที่พักฟรีมาล่อ
ทำให้ต้องสลัดน้องแดมไปอย่างไม่มีเยื่อใย
จากนั้นก็ไปขอวีซ่า โดยได้มาแบบดับเบิ้ล
ระยะเวลาหนึ่งปี ได้ตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด
ราคาไปกลับเบอร์ลิน-โตเกียว เพียงหกร้อยยูโร
(ขอแนะนำเคล็ดลับได้ตั๋วถูกๆ ว่า
เกิดจากการไปจองตั๋วเครื่องบินที่เคาน์เตอร์เอเจนซี่
ในสนามบิน บอกว่าจะไปไหน เจ๊ที่เคาน์เตอร์
ก็จะใช้มือปลาหมึกควานหาตั๋วถูกที่สุดจากทุกสายการบิน
ที่มีบินไปถึง ถ้าวันไหนถูกมากๆ เจ๊จะบอกว่า
กลับวันนี้ๆ แทนได้ไหม เพราะมันถูกกว่ามาก ....
วิธีนี้เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลาแล้วก็อ่อนแอ
เรื่องหาข้อมูลจากเวปไซต์อย่างเรา)
พอชัวร์แล้วว่าจะมาโตเกียวจริงๆ
ก็ทำการปล่อยห้องพักให้คนอื่นเช่า
ขอชอปปิ้งในย่าน Kudamn ซะหน่อย
หลังจากเพิ่งสอบเสร็จ เก็บกดมานาน
เผลอแป๊บเดียว วันเดินทางก็มาถึง
ออกเดินทางด้วยสารการบิน
British Airways
มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน
เพื่อเปลี่ยนเครื่อง
(มิน่าละตั๋วถูก)
อยู่ดีๆ ก็ได้ไปอังกฤษได้ไงเนี่ยเรา
เลยได้โปสการ์ดแล้วก็
ของที่ระลึกจากลอนดอน
มาด้วยแฮะ :P
ได้ดูหนังเรื่อง
Forrest Gump อีกรอบ
นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการเดินทาง
ด้วยหนังดีๆ มีความหมาย
มากมายสำหรับชีวิต
หันไปคุยกับคนข้างๆ
กลายเป็นสตาฟของ J-League
ทีมฟุตบอลของญี่ปุ่น บินมาเทรน
ที่สเปนและอิตาลี
อีกคนเป็นกัปตันบริติชแอร์เวย์
ต้องมาประชุมที่ฮาเนดะ
โอ้โหเฮะ เจอของแปลกๆ ทั้งนั้น
หลับไปไม่กี่ตื่นก็มาถึงนาริตะ
สถานที่ทำงานเก่าๆ อันคุ้นเคย
ขึ้นรถบัสลีมูซีน ต่อแท๊กซี่
แล้วก็มาถึงที่พัก
เป็นอพาร์ทเมนต์ของบริษัท
สำหรับพนักงานแล้วก็
เด็กฝึกงานที่เป็นผู้หญิง
สำหรับผู้ชายต้องพัก
หอพัก อาบน้ำรวม ครัวรวม
ฮิฮิ เป็นผู้หญิงก็โชคดีไป
ห้องพักของฟรีก็ดูดีน่าอยู่ไม่น้อย
ไปสำรวจกันเลยดีกว่า
ที่ยืนทำกับข้าว..ไม่ขอเรียกว่า
ห้องครัว เพราะขนาด
จิ๋วเล็กกระทัดรัดมากๆ
แต่มาพร้อมเครื่องครัว หม้อกระทะ
จานชามช้อนส้อม
อันนี้ให้อภัย
มีเตียงโต๊ะตู้
พอเปิดตู้เสื้อผ้าแบบโดเรมอน
ก็เจอทีวีซ่อนอยู่
โอ้ว อ่างอาบน้ำ..........
ชอบที่สุดแล้วอันนี้
หลังจากจัดการเก็บข้าวของ
เข้าที่เรียบร้อย ก็ออกสำรวจ
หาของกิน ของใช้โดยทันที
เดินๆๆๆๆๆ ไปประมาณ
ยี่สิบนาทีก็เจอ
Itoyokado ซุปเปอร์มาร์เก็ต
ขนาดยักษ์ เห็นกับข้าวก็อดไม่ได้
ข้าวสาร แอ๊ปเปิ้ล หอมใหญ่
ส้ม แชมพู นม สบู่ ผงซักฟอก ฯลฯ
บ้าไปแล้ว ลืมไปว่ามาคนเดียว
ขากลับก็เดินแบกพะรุงพะรัง
ด้วยระยะทางเกือบครึ่งชั่วโมง
เพราะเดินเร็วๆ ไม่ได้
มาถึงห้องนอนโดยสวัสดิภาพ
แล้วท้องก็อิ่ม แต่ตาไม่ยอมปรือ
ซะที
จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ตีหนึ่งก็แล้ว
ตีสองก็แล้ว น้ำตาไหลอีกแล้ว......
ย้ายบ้าน ย้ายที่อยู่ใหม่ทีไร
กลายเป็นไอ้ขี้ป๊อด ตอนคืนแรกอยู่เรื่อย
เพ้อเจ้อประมาณว่า
ที่นี่ที่ไหนเนี่ย... เมื่อกี้ยังอยู่เบอร์ลินอยู่เลย
ทำไมมาอยู่โตเกียวแล้วเนี่ย อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี
โทรศัพท์ก็ไม่มี ฮือๆๆๆ
ซาโยะน้อย ขี้แงอีกแล้วนะ
พอตีสามกว่าๆ ก็หลับไป พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า
ไปฝึกงานเป็นวันแรกแล้วล่ะ
พบกันใหม่ตอนหน้า
กับเรื่องราวฝึกงาน
สนุกๆ ในโตเกียวภาคพิสดาร
----------------------------------
ป.ล 1 ตั้งบล็อกนี้ขึ้นมา ไม่คิดว่า
จะได้มาญี่ปุ่นเร็วขนาดนี้ .....
เอาเป็นว่า Journey to the west
of the west แล้วกันเนาะ
ถ้าบินจากเบอร์ลินผ่านเมกามาเรื่อยๆ
มันก็มาถึงญี่ปุ่นทางทิศตะวันตกได้เหมือนกันแหละ
ป.ล 2 ชอบประโยคนี้จัง
Sometimes you have to
go halfway around the world to come full circle
จากหนังเรื่อง Lost in Translation
ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ดูซะที ............
ขโมยมาจากตัวอย่างหนังใน Youtube
ป.ล 3 พิมพ์บล็อกยาวเกือบสองชั่วโมง
สะใจเจ้าของเรื่องเป็นอย่างมาก ที่ใส่เรื่องราว
เยอะแยะยาวเหยียดขนาดนี้ เพราะคิดว่า
สักวันหนึ่ง กลับมาอ่านเรื่องนี้
คงทำให้ได้เตือนใจ
ตัวเองอีกหลายๆ อย่าง .........
คนเราไม่มีทางรู้อนาคตตัวเองได้เลย
ว่าคุณโชคชะตาจะพัดพาเราไปไหน
ในเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมาแค่สองเดือน
ไม่คิดไม่ฝันว่าจะพัดมาไกลได้ถึงขนาดนี้
No comments:
Post a Comment