-- Italy --



ไปเที่ยวปรากกับมาได้สามวัน ก็ต่อด้วยทริปอิตาลี เที่ยวตั้งแต่มิลานจรดกรุงโรม ... เริ่มด้วยการเดินทางจากบ้านไปสนามบิน Schonoefeld (ตอนนี้ในเบอร์ลินมีสนามบินสองแห่ง อีกที่นึงอยู่ที่ Tegel) เกือบจะได้ตกเครื่อง เพราะต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ แต่ตอนตีสี่ ก็ไม่ค่อยจะมีรถเมล์วิ่งซักเท่าไหร่นัก ... โชคดีเป็นของเราที่ไปถึงสนามบินตีห้าครึ่งพอดี ดันไปต่อแถวเช็กอินผิดเคาน์เตอร์อีก ... เสียเวลาไปเกือบสิบนาที แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นเครื่องบิน EasyJet สายการบินหนึ่งในที่รักที่พึ่งคนยาก (ยี่สิบยูโรเองอะ จากเบอร์ลินไปมิลาน)

ผ่านไปแค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาเหยียบดินแดนรองเท้าบู๊ทเป็นที่เรียบร้อย อากาศหนาวใช้ได้ไม่ต่างจากที่เบอร์ลินเท่าไหร่นัก


จากนั้น ก็มุ่งหน้าสู่ตัวเมือง Milan (Milano)
โดยรถบัส รถติดไม่ใช่น้อย
นี่เลย Milan Cathedral




พอมาถึงข้างหน้า Oh my God !
สวยมาก เราว่าเป็นวิหารที่ทำให้เรานะจังงัง
ได้มากที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาเลย



ยิ่งได้บรรยากาศระหว่างพิธีมิสซา
ยิ่งเพิ่มความขลังขึ้นไปอีก



ใกล้ๆ กันอีกแค่ห้านาที
ก็มาต่อที่ Galleria Vittorio Emanuele II
แหล่งชอปปิ้ง (ที่ไม่มีปัญญาซื้อ)
เดินไปเดินมาชมเมืองจนทั่ว
แอบเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้ไปดูภาพ
The Last Supper ที่อยู่ในเมืองนี้เมื่อกัน
เพราะโง่เอง ลืมเช็คก่อนว่า
เขาปิดวันจันทร์ -_-'

ในเมืองมิลาน
นอกจากวิหารอลังการแล้วก็มีแต่แฟชั่น
สำหรับเราไม่มีอะไรจะดูแล้ว
ก็เผ่นไปเมืองเวนิซ
นั่งรถไฟด่วนไป



ราวๆ สองทุ่มก็มาถึง
ได้เห็นเวนิซตอนกลางคืน
ก็ตกหลุมรักแล้ว มีแต่คลอง
และไฟสวยๆ ได้ออกมา
เดินเล่นชมเมืองเงียบๆ
สวยดีนะ แทบไม่ค่อยมีคน
เพราะไม่ค่อยมาพักกันที่เมืองนี้
มักจะมากันแบบ
เช้าไปเย็นกลับซะมากกว่า
ตื่นขึ้นมาฟ้าครึ้มก็แอบหวั่นๆ
ว่าจะไม่ได้รูปสวยๆ
อยู่ดีๆ ฟ้าเปิดแดดออกสมใจ








ซื้อตั๋วเรือแบบเหมาทั้งวัน
นั่งไปท่าไหนก็ได้ไม่อั้น
(เรืออันนี้เป็นเรือโดยสาร
ไม่ใช่เรือกอนโดล่าสุดไฮโซ)





St.Mark's Basilica
(Basilica di San Marco a Venezia)
เป็นโบสถ์วิหารที่สร้างมาตั้งแต่
ปีแปดร้อยกว่าๆ ข้างในรวบรวม
ศิลปะ ภาพวาด ศิลปะบนผนัง
เพดานมากมาย จนทำเอาเมื่อยคอไปหมด
เนื่องจากงกจัด ก็เลยไปเดินๆ ตาม
ขบวนไกด์ทัวร์เป็นระยะๆ
ขอแนะนำว่าถ้าใครจะไปเที่ยว
ก็อย่างกแบบเราเลย ยอมจ่ายเงิน
สักหน่อย ก็ได้ความรู้ เกร็ดเล็ก
เกร็ดน้อยแบบเต็มๆ ฟังชัดกว่าเยอะ
อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม
ของแต่ละที่ก็คลิกต่อไปที่
เจ๊วิกิได้เลย








ฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว
ก็เลยแวะหม่ำข้าวเที่ยงที่แมค
แล้วก็ตะลุยชมเมืองภาคกลางวัน



เพราะไม่มีปัญญาจะได้นั่ง


ก็ถ่ายรูปมาฝากกันแทน







Venice Carnival Mask
ของที่ระลึกที่เจอเยอะมาก



จากนั้นก็ได้เวลา ย้ายถิ่นฐาน
มุ่งสู่เมือง Florence (Firenze)
คืนแรกใจดี ได้เจ๊ Youth Hostel แนะนำ
ร้านอาหารท้องถิ่น ใจกลางเมือง Florence
ไปถึงปุ๊บ ต้องเดินลงไป ใต้ดินอย่างลึก
เลยได้เจอร้านบรรยากาศ
น่ารักน่านั่ง มีหัวหน้าพ่อครัว
มายืนอธิบายเมนูแบบละเอียดยิบ
ไอ้เราก็เออออ เมนูไหนก็ได้
เพราะเฮียพูดแต่อิตาเลียนล้วนๆ เลย
ภาษาใบ้บวกความสามารถพิเศษ
(บ๊องๆ ) ของเราก็เลยพอจะสื่อสารกันได้บ้าง

อาหารบางจานก็อร่อย
บางจานก็ท้องถิ่น
รสชาติประหลาดมากๆ
ได้ไวน์อร่อยๆ มา
แกล้มอาหารอิตาเลียน
สุดยอด .....



เก็บแรงจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
วันนี้ วันคริสต์มาส
เป็นโชคดีของเราอีกครั้งที่
ได้มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่(ตามปกติจะ)
คิวยาวเหยียด ในวันคริสต์มาส
เพราะคนอิตาลี และฝรั่งส่วนใหญ่ก็
จะต้องกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว
ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเรา
ได้ผลบุญจากวันนี้ไป ไม่ต้องตาลี
ตาเหลือกตื่นแต่เช้า มาต่อแถวเข้าคิว
เริ่มกันที่แรกที่ The Uffici
ที่รวมของดีจริง
ตั้งแต่ The Birth of Venus
The Adoration of Magi (Michael Angelo)
เสียดายทีมีเวลาน้อย
เลยอยู่ได้แค่สามชั่วโมง
ก็ต้องรีบออกมาแล้ว




ป้ายตรงทางออก ...
สนับสนุนโดยท่าน Benetton

มื้อเที่ยงกับพิซซ่าร้อนๆ :P





Florence Cathedral
จำได้ว่าเคยอ่านนิยายซักเรื่อง
ที่ตอนจบนางเอกนัดเจอกับ
พระเอกบนยอดวิหารแห่งนี้


ไอ้เราก็ขอลองซะหน่อย
ว่าบนยอดจะสวยแค่ไหน




ปีนขึ้นจนแทบหมดแรง
ในที่สุด ก็สวยจริง
สมคำร่ำลือ

ช่วงบ่ายสามกว่าๆ แวะไปพิพิธภัณฑ์
อีกที่ The Accademia Gallery Florence
ที่พำนักของรูปปั้นเฮีย David (von Michelangelo)
อันนี้ทำเอาอ้าปากค้างอย่างทึ่งอีกครั้ง
กับ "ขนาด" รูปปั้น ฝีมือท่านไมเคิลแองเจโล
กล้ามเนื้อถูกกล้ามเหมือนของจริงมากมาย
ตรงรูปปั้นนี้รูปเดียวก็อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
และที่อื่นๆ จนเขาปิด -_-'
เดินออกมาท้องฟ้าก็มืดแล้ว
เลยได้แวะไปเยี่ยมสะพานดังๆ ของที่นี่


Ponte Vecchio
(Bridge over the river Arno)
.... at 1 Degree celcius...
หนาวเกินความจำเป็น
ว่าแล้วก็หาอะไรร้อนๆ กินดีกว่า
ขอแนะนำร้านอาหารจีน
ตรงหน้า Florence Station
อร่อยมากๆ ได้ข้าวร้อนๆ เพิ่มอีกสองชาม
ก็อิ่มอร่อยมากมาย
อันนี้ถูกใจมากมาย

ศิลปินสมัครเล่นชาวญี่ปุ่น
กับจิตรกรรมบนพื้นถนน
วาดได้สวยมากๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น ชาร์จแบตร่างกาย
เต็มที่ ก็ออกเดินทางเก็บกระเป๋า
มุ่งสู่กรุงโรม แต่ระหว่างทาง
ก็ขอแวะเมือง Pisa
ที่เที่ยวยอดฮิต


เพียงครึงชั่วโมงจากฟลอเรนซ์
ก็มาถึงสถานีปิซ่า
แวะฝากกระเป๋าที่สถานีเสร็จ
ก็ออกเดิน....... มุ่งสู่ดินแดนแห่งความเอียง
วันนี้ทั้งเมืองเงียบเหงามาก
เพราะเป็นเช้าวันคริสต์มาสจริง (25)
ได้รูปสวยๆ ก่อนที่ฝนจะตกปรอยๆ ....
บรรยากาศเช้าวันนี้พิเศษ พิเศษกว่าวันไหนๆ
เพราะได้เข้าไปในโบสถ์ช่วงพิธีมิสซา
เช้าวันคริสต์มาส ... ทำเอาขนลุกเลย
จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้ไปมิสซาเช้าวันคริสต์มาส
มาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่จำความได้
ของจริงในดินแดนของศาสนาคริสต์
ขลังทั้งสถานที่แล้วก็พิธีจริงๆ [^_^]


หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของ
นักท่องเที่ยว ไอติมอิตาลี




หลังจากถ่ายรูป ทั้งค้ำทั้งยัน ทั้งโอบตึกเอียงๆ
จนหนำใจแล้ว ก็นั่งเล่น เดินเล่น
ในเมืองที่เงียบเหมือนป่าช้า (เฉพาะวันนี้)
เลยได้รูปประหลาด แปลกๆ สมใจ
มาประดับกล้อง
แอบเจอเรื่องตื่นเต้นไม่น้อย
มัวแต่ชะล่าใจ ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้
แค่สิบห้านาทีก่อนรถไฟจะออก
ปรากฏว่า มันปิดค่ะ ....
แถมมีป้ายอยู่ข้างหน้าด้วยนะ
ว่า โปรดระวัง บางครั้งพนักงานจะพัก
สิบนาที
โห แทบซีด ... ลุ้นแทบตาย
สุดท้ายพอเห็นพนักงานมาปุ๊บ
รีบเอากระเป๋า แล้ววิ่งตับแลบ
ไปขึ้นรถไฟ (ชานชาลา ก็ไกลไม่ใช่น้อย)
ในที่สุด ก็ได้ขึ้นรถไฟ แบบ หัวใจจะวาย
เฮ้อ
ระหว่างทางไปกรุงโรม ก็ต้องผ่านชายหาดยาวๆ
ได้เห็นวิวข้างทาง เป็นทะเลสวยๆ
แต่ฟ้าไม่ใส และแล้ว พระอาทิตย์ก็ตกดิน
หมดไปอีกวัน

วิวจากรถไฟ ....
และแล้วก็มาถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย
กรุงโรม ......
เช็คอินเรียบร้อย ก็ออกตะลุย
กรุงโรมภาคค่ำ

ที่แรกเริ่มกันที่ Colosseum
แทบจะไม่มีคนเดินกันบนถนนเลย
เมืองนี้บรรยากาศน่ากลัว
ท่าทางมิจฉาชีพจะเยอะไม่น้อย
แต่ว่า
เมื่อคนน้อยก็ได้รูปในบรรยากาศสวยๆ ดี

Trevi Fountain

เป็นค่ำคืนที่เราว่ามันยาวนานและคุ้มค่ามากจริงๆ
เดินแทบจะรอบกรุงโรมจนรองเท้าผ้าใบ
เริ่มจะสึกและเสื่อมสภาพ
ฝนปรอยๆ รับเช้าวันใหม่


Spanish Step
ขึ้นไปบนยอดแล้วก็ได้เจอกับ
ภาพวาดของศิลปินมือสมัครเล่น
มองไปไกลๆ ก็เห็นยอดโดมของ
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์


ไฮไลต์ของวันนี้อยู่ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
คนเยอะจริงๆ



เข้ามาข้างในก็ตะลึงอีกครั้ง
กับความมโหฬาร วิจิตร ตระการตา
อภิมหาความเว่อร์ และหรูหรา
(หมดคำคุณศัพท์จะใช้แล้ว)
วันนี้ก็มีมิสซาเช้าอีกครั้ง
แถมได้ยินคุณปู่โป๊ป ออกมากล่าว
บางอย่าง (ที่เราฟังไม่ออก)
ทางทีวีจอยักษ์


Pieta









อาหารอิตาเลียนอีกมื้อ กับวันที่ไม่มีคน
(ช่วงนี้เป็นวันหยุดยาว)
แล้วไฮไลต์ของวันสุดท้ายต้องที่นี่เลย
Vatican Museum
ที่รวมของของดีทุกยุคทุกสมัย
ถูกเก็บไว้ในอาณาจักรนี้ที่เดียว
ไปได้ยินชาวบ้านเขาคุยกันวันก่อน
ว่าวันนี้ที่เราจะไปวาติกันเนี่ย
คนต้องเยอะแน่ๆ เลย เพราะเป็น
วันแรกที่เปิดให้เข้าได้หลังจากหยุดยาว
ช่วงคริสต์มาสต์ จะให้ดีควรไปถึงก่อน
เจ็ดแปดโมง ไม่งั้นคิวต้องยาวมากแน่ๆ
ไอ้เราก็ตกใจ เอาไงดีวะ
ไม่อยากรอคิวนานซะด้วย
งั้นไปถึงสักเจ็ดโมงก่อนเวลาเปิดจริง
ตอนแปดโมงครึ่งแล้วกัน
ปรากฏว่า พอไปถึง เจ้าแรกเลยค่ะ
กว่าคิวที่สองจะมาถึงเนี่ย ก็เจ็ดโมงครึ่งได้
ฝ่าลมหนาว ความมืดไปต่อคิวแรกที่
พิพิธภัณฑ์ก็เป็นความทรงจำพิเศษๆ ดีนะ
ปิคนิคอาหารเช้า ที่ฟุตบาธด้านหน้า



แต่เข้าไปก็คุ้มมากๆ
เดินตั้งแต่แปดโมงครึ่ง
ยันเที่ยงกว่า ก็ชอปปิ้งเล็กน้อย
พอเป็นพิธี แวะไปหม่ำข้าวเที่ยง
แถวๆ เมืองเก่าโซน Colosseum
แล้วก็ได้เวลากลับไปเตรียมเก็บของ
กลับบ้าน ......



จบทริปนี้แล้ว ....
ก็ได้ไปฉลองปีใหม่กับคุณเลิศและชาวคณะ
ที่เมือง Gottingen
ป.ล ขอแถม
ขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่และครอบครัว
คุณหนูนุกมากๆ อาหารอิ่มอร่อย
แล้วก็ปาร์ตี้สนุกมากๆ
ทำให้ได้เห็นว่าตอนเคาน์เดาน์
คนเยอรมันปาประทัดกันดุเดือดแค่ไหน
ป.ล อีกรอบ
ตอนนี้เจ้าของบล็อกก็ได้มาฝึกงาน
ด้านมาร์เก็ตติ้งอยู่ที่โตเกียวเป็นที่เรียบร้อย
อยู่ดีๆ ก็ได้มาญี่ปุ่นอีกครั้งแบบไม่
ทันคาดคิด ไม่ทันตั้งตัว
... ไว้จะมาเล่าให้ฟังนะ
ว่าการมาอยู่โตเกียวคนเดียวครั้งนี้
สนุกสนาน ทรมานแค่ไหน ฮิฮิ

2 comments:

Anonymous said...

แวะมาเยี่ยม
ไม่ได้เข้ามาดูนาน รูปเยอะมากกกก เลยนะเนี่ย

รู้สึกบ้านเมืองเขานี่มันสวยจริงๆ น่าอิจฉาได้ไปเที่ยวเยอะเลย

แต่เอียนอาหารอิตาลี+ไอติมยัง อิอิ

Oui said...

เราชอบ Ponte Vecchio เป็นพิเศษเลย :)