Brugges # 4

วันสุดท้าย.. มาถึงเร็วกว่าคาด
ร่ำลาคุณป้าแต่เช้า ฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟ และโดดขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ เมืองท่องเที่ยวชื่อดัง "Brugge" บรู๊จ



ฟ้าใสตอนฤดูหนาวมีเสน่ห์ที่คนเมืองร้อนอย่างเราไม่ค่อยได้สัมผัส ผู้คนมากมายเกือบทั้งขบวนลงสถานีนี้กันหมดเลย ไม่ต้องดูแผนที่ ก็หาทางเข้าเมืองได้ไม่ยาก


เมืองนี้ส่วนที่เป็นเมืองโบราณก็จัดอยู่ในพวก "มรดกโลก" เช่นกัน ประชากรแสนกว่าคน ด้วยความที่มีน้ำเต็มไปหมด เลยได้ฉายาว่า  "เวนิซภาคเหนือ"

ยุคทองของที่นี่อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 12-15 ด้วยความที่เป็นทางเข้าออกทะเล
และศูนย์กลางทางศิลปะ เลยมีของดีอยู่ที่นี่เต็มไปหมด

จากสถานีรถไฟ เดินดุ่มๆ มาเรื่อยๆ (เรื่อยใหญ่ๆ เลย) หลุดออกมาเจอคลองเล็กๆ หยิบกล้องมาถ่ายแล้วถ่ายอีกยิงภาพไม่หยุดเลย











 นักท่องเที่ยวเมืองนี้หนาแน่นมาก   ดูไม่ยากเพราะประชากรของเมืองนี้ที่อยู่ในตัวเมืองเก่าจริงๆ มีแค่สองหมื่นกว่าคน (จากแสนคน) แปลว่า ไอ้ที่เหลือๆ ที่ถือกล้อง เดินชอปปิ้ง นั่งเรือเที่ยว ก็น่าจะจัดอยู่ในประเภท "นักท่องเที่ยว"


 ร้านรวงก็มีของเก่าๆ น่ารักๆ วางขายต้อนรับวันอากาศดี


ควักเงินยอมแวะนั่งเรือชมเมืองสักรอบ ไกด์พูดได้สามภาษาเลย (เก่งและท่องบทเป๊ะมาก)

 คิวรถกลับประเทศเยอรมนี คือประมาณ ห้าโมงเย็นกว่าๆ พอบ่ายสามโมงครึ่ง รีบแจ้นกลับสถานีรถไฟบรู๊จ แวะถ่ายภาพสวยๆ ตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน...... มาเที่ยวเมืองนี้เหมือนอยู่ในความฝัน มีเจ้าหญิงเจ้าชายปราสาทแม่มดคอกม้า และหงส์... สวยจริงๆ สวยแบบเคลิ้มๆ ในภวังค์   อิอิ ใครจะมาฮันนีมูนแถวนี้ ขอแนะนำเมืองนี้อย่างแรง.. หน้าหนาวก็สวยจับใจ

 
หลุดออกมาจากโหมดเจ้าหญิง กลับสู่ความเป็นจริง ทำเวลาสุดฤทธิ์ เพราะใกล้จะตกรถแล้ว แวะรับกระเป๋าที่ใส่ล็อกเกอร์ไว้ เปลี่ยนสถานีรถไฟอีกรอบ ก็มาถึงท่ารสบัส...    ได้ข่าวที่น่างอนคือ "รถยังไม่มา"

 มีเวลาเหลือเฟือให้แวะเขียนโปสการ์ดปึกใหญ่หย่อนตู้สีแดง....รออีกเกือบชั่วโมง รถบัสพาผู้คนมาแวะลง ก่อนจะพาพวกเราขึ้นรถ วิ่งผ่านเนเธอร์แลนด์ส่งผู้คนเป็นระยะๆ ก่อนอ้อมเข้าเมือง Duisburg ที่หมายปลายทางตอนสี่ทุ่มกว่าๆ ระหว่างทางก็ได้เพื่อนใหม่นักศึกษาศิลปะทั้งสามชาวดัตช์และมาเลเซียคุยแก้เหงาเฮฮากันสนุกสนาน


No comments: