(ภาษานี้ฟังๆ แล้วคล้ายกะฮังกาเรียนเลย)
เสียพลังงานไปเยอะจากกิจกรรม
Pub crawling ภาคค่ำ
กว่าจะกลับถึงเคหะสถานก็เกือบตีสาม
-_-'
ตื่นเช้ามาเจออาหารเช้าที่เรียงราย
ให้เลือก(เยอะมากผิดประสาโฮสเทล)
ถูกใจมาก....
โปรแกรมวันนี้ (เกือบ) ทั้งวัน
จัดไปตามความประสงค์ปฐมภูมิ
ของ PJ
คือ มาดูร่องรอยสถานที่เกิดเหตุ.
Auschwitz Concentration Camp
ค่ายกักกันเอาชวิตซ์... (เรียกแบบเยอรมัน)
(เอาชวิตซ์นั่นแหละแต่เรียกแบบภาษาโปแลนด์)
เมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ เมือง Krakow (คราโคฟ)
ซึ่งเป็นโรงแรมยุงของพวกเราก็อยู่ที่นี่แหละ
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนอนที่นี่กัน
หากต้องการมาเที่ยวค่ายกักกัน
ส่วนวิธีเดินทางจากคราโคฟก็ไม่ยากเลย
... ถ้ามีเงิน 555ซื้อแพคเกจทัวร์ครึ่งวันโลด
จัดการซื้อทัวร์
Seekrakow : Auschwitz Birkenau
กับคุณสตาฟ ที่โรงแรมยุง (Mosquito Hostel)
ซึ่งก็รวมทั้งโปรแกรมทัวร์
และ ยานพาหนะไปกลับ
เก้าโมงตรงรถตู้สีขาว
แวะรับพวกเราจากโรงแรม
รวมถึงคนอื่นๆ ด้วย
ใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีก็ไปถึง
ที่นี่ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยว
หรือใครก็ตามเดินดุ่มๆ ลุยเดี่ยว
เข้าไปดูโน่นดูนี่เอง
ทุกคนจะต้องซื้อทัวร์ที่นำคณะโดย
ไกด์ชาวโปแลนด์เท่านั้น
(สนุกก็ตรงได้ความมันส์เพราะ
ความที่เป็นเชื้อชาติที่เป็นเหยื่อ
ต้องมาบรรยายความโหดเหี้ยมของ
พวกนาซีนี่แหละ - หน้าตาแค้นเคืองมาก)
แม้ภาพลักษณ์ภายนอก
ของแม่นางพีเจจะสวยใส
ลั้ลลา กระโดดโลดเต้น และกะโหลกกะลา
ในความเป็นจริง แม่นางเตรียมตัวพร้อมมาก
ตั้งแต่บูดาเปสท์ แม่นางใจดีขยันเข้าเวปหาข้อมูล
และปริ๊นท์ประวัติความเป็นมา
จัดเต็มทั้งสงครามโลก มาให้อ่านเล่น
ตั้งแต่ขึ้นรถทัวร์เมื่อวานแล้ว ....
วันนี้ ดูท่าแล้ว มาดให้เหมือนเป็นอาจารย์มหาลัยเลย ^^
(ณ วันนี้เวลาที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนบล็อกนี้
เจ๊ก็ใกล้เคียงเต็มที่แล้ว เพราะใกล้จะได้เป็น
ด๊อกเตอร์ PJ แล้ว ดีใจด้วยเน้อ)
จากนั้นคุณไกด์ฝรั่งสาวสวยมาดโหด
เป็นชาวโปแลนด์ที่พูดอังกฤษเข้าใจง่าย
ปราดเข้ามาแนะนำตัวกับกรุ๊ปเรา
แจกหูฟังไร้สาย และก็เริ่มบรรยาย...
ที่มาของค่ายกักกัน (Concentration Camp)
เริ่มต้นด้วยความคิดของฮิตเลอร์
วาทะจากการประชุมวานเซ @ Berlin
(Wannsee Conference 1942)
- To kill all Jewish in Europe
- Jewish is not human.
พวกนาซีเชื่อมั่นในสายเลือดบริสุทธิ์สูงส่งของตัวเอง
อันปลอดจากเชื้อชาติปนเปื้อนอื่นๆ
"We must free the German nation from Poles,
Gypsy (Anti-social), Russian, Jewish"
สาเหตุที่นาซีเลือกเมืองนี้และประเทศนี้
ให้เป็น แดนมรณะหมู่ของคนหลายล้านคน
ก็เพราะว่า
- คน : คนยิวกว่าหนึ่งในสี่ของยุโรป
เป็นคนโปแลนด์.....
- ภูมิศาสตร์ : ถ้าลองกางแผนที่ยุโรปออกมาดูแล้ว
เมืองนี้เป็น จุดศูนย์กลางของทั้งทวีปได้เลย
ดังนั้น ก็แค่สร้างรถไฟจากทุกประเทศ
มาที่นี่ ก็จะขนคนยิว คนชาติอื่นมาลงที่นี่
ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักโลจิสติกส์
(คิดมาพร้อมแล้ว)
ระยะเวลาที่ค่ายนี้เปิดใช้งานก็ราวๆ ห้าปี
ตั้งแต่ พ.ค ปี 1940 - ม.ค 1945
แอบจินตนาการว่า..
ช่วงเวลาห้าปีแห่งความทุกข์ทรมานของคนในนั้น
อาจจะนานกว่าห้าสิบปี ของภาคชีวิตปกติก็ได้....
ชะตาชีวิตของคน
เมื่อชาวยิวมากมาย
หลั่งไหลเข้ามาในค่ายกักกันแห่งนี้
ชื่อที่เป็นตัวอักษรขานเรียกคน
จะถูกเปลี่ยนเป็นการใช้ “ตัวเลข”
เสมือนหุ่นยนต์ตัวนึง
พวกมีการศึกษา หรือพวกปัญญาชน อาทิ ครู พระ ทนายความ จะถูกเพ่งเล็งและโดนจับก่อนเป็นกลุ่มแรก... (หลักการเดียวกับตอนเขมรแดงเลย) คนเรียนหนังสือ เหล่าปัญญาชนเป็นพวกมีความรู้จัดเป็นกลุ่มที่อันตรายที่สุดสำหรับฝ่ายที่ต้องการมีอำนาจสูงสุด คนกลุ่มนี้สามารถเผยแพร่คำสั่งสอน
หรือเสี้ยมให้คนซ่องสุมกำลังลุกฮือขึ้นมาต่อต้านได้
พอโดนจับปุ๊บ ก็จะมีเวลากันแค่คนละสิบห้านาที เพื่อเก็บข้าวของและออกเดินทาง
(ในกรณีของประเทศโปแลนด์นะ) ก่อนอื่นก็จะถูกนำไปรวมๆ กันที่ Ghetto เพื่อรอคำสั่งอีกที
(ว่าจะจัดการอย่างไร
คนที่ถูกจับจะถูกทหารควบคุม
ให้เข้าไปอัดแน่นเป็นปลากระป๋อง
แบบไม่มีที่ให้ได้นั่งเลย เพราะยืนได้อย่างเดียว
นาซีเตรียมสร้างทางรถไฟวิ่งตรงเข้าค่ายกักกันรอไว้ให้แล้ว
การเดินทางทั้งหมด จึงใช้รถไฟที่มีเพียงหน้าต่างจิ๋วๆ ต่อหนึ่งขบวนโบกี้
ใช้เวลาบนรถไฟประมาณ 10 วัน ในสภาพที่แน่นขนัด
ขยับตัวไม่ได้ ไม่มีอาหาร ไม่มีห้องน้ำ
(แปลว่า ต้องปล่อยกัน ณ จุดเกิดเหตุเลย...)
จะว่าไปก็คล้ายรายการ SURVIVOR -_-'
ด่านนี้เหมือนด่านแรกที่ทดสอบความเข้มแข็งของร่างกาย
ส่วนใหญ่ พวกคนแก่ๆ หรือ เด็กจะตายกัน ณ ด่านนี้กันก่อน
เพราะขาดอากาศหายใจ อาหาร หรือน้ำ..
เมื่อมาถึงปลายทางแล้ว ก็คัดแยกมนุษย์ตามสภาพจริง
คัดกันจากพวก ผู้ชายผู้หญิงที่แข็งแรง ก็จัดให้เป็นนักโทษก่อน
..และให้ไปทำงานหนักๆ ประเภทผิดมนุษย์มนา
ใครตายก็จบข่าว
ใครรอดก็ถือว่าแข็งแรงมากจึง(ซวย)ต้องทำงานหนักกันต่อไป
โดยแม่และเด็กก็ให้แยกไปอีกด้าน
ทุกคนมาใหม่ๆ
ก็จะโดนโกนผม เพื่อหลีกเลี่ยงเหาและเพื่อความเป็นระเบียบดูแลง่าย
น้องเด็กทั้งหลาย
ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "มนุษย์ตัวกวน เลี้ยงเสียข้าวสุก"
เป็นศัตรูที่พวกนาซีต้องรีบกำจัดก่อน
เพราะร่างกายยังไม่กำยำ
ยังให้ทำงานหนักไม่ได้
เลยจัดให้เข้าห้องรมควันก่อนเป็นกลุ่มแรกๆ
ด้วยความที่พวกนาซีฉลาดมาก เรียนเยอะ
ทดลองเยอะ จิตแพทย์ดังๆ ของโลก
ก็มาจากที่ประเทศนี้เยอะ .....
จึงมีเทคนิคหลอกล่อต้อนมนุษย์มักเกิ้ลให้ติดกับ
(เรียกมักเกิ้ล -- ถ้ายึดตามคำจำกัดความของนาซี ณ เวลานั้น
ซึ่งคนกลุ่มเลือดไม่บริสุทธิ์นี้ต้องจัดเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทพิเศษ คนละสายพันธุ์กับชาวนาซีเยอรมัน)
ผู้ใหญ่ใจร้ายก็หลอกเด็กให้ถอดเสื้อผ้า
ถอดรองเท้าออก แล้วชวนให้ไปอาบน้ำหมู่กัน
(อาบน้ำ = รมควันพิษ)
สถานที่เกิดเหตุคือในการอาบน้ำหนึ่งครั้ง
จะจุคนได้ สองพันคน
(แปลว่า อาบสี่รอบ เด็กก็ตายเรียบไปแปดพันคน... -_-‘
ระหว่างที่พี่ไกด์เล่า
น้ำตาก็ซึมๆ ตาแดงกันหมด
สลับกับโหมดขนลุกไปตลอดทาง
โซนพิพิธภัณฑ์
ก็จัดแสดงข้าวของของผู้เสียชีวิต
รองเท้าจริงของเด็กกองมหึมาในตู้กระจก
ที่หนูๆ ทุกคนจะต้องถอดก่อนเข้าไปอาบน้ำ
อีกด้าน
โชว์แก๊ซพิษที่เอามารมควัน
ฉายา Cyclone-B
ที่นำมาทดลองกับคนจริงๆ 900 คน
ก่อนเอามาใช้จริงที่นี่
ที่ตลกคือ
คนประดิษฐ์คิดค้นแก๊ซมรณะนี้
ก็คือ นักวิทยาศาสตร์ชาวยิว
ที่ต่อมาครอบครัวของเขาก็ต้องตายทั้งหมดด้วยก๊าซชนิดนี้ที่นี่

ใครก็ตามที่โดนรมควันพิษไป
กล่าวกันว่าไม่เกินยี่สิบนาทีก็ได้เวลาตาย
เพราะแก๊ซพิษไปโจมตีทางเดินหายใจและปอด ติดคอ สำลัก และหายใจไม่ออก
เมื่อจิตหลุกจากร่างแล้ว
ถึงเวลาจัดการกับร่างผู้ตาย
ก่อนที่ร่างจะโดนเผาเป็นเถ้าถ่าน
ก็จะมีพิธีกรรม หาเศษหาเลยกับคนตาย
คือ ตามล่าหาฟันปลอม(ที่เป็นทองคำ)
หาอัญมณีเพชรพลอย
กระดูกจะถูกนำไปบดละเอียด
เส้นผมก็เอาไปขายต่อ
เขาว่า ตอนที่สงครามสิ้นสุด
และทหารอเมริกันเข้าไป
ตรวจค้นค่ายกักกันพบว่ามีเส้นผมประมาณ 7 ตัน ที่รอจะเอาไปขาย....
และพวกเสื้อผ้า หรือพรมในสมัยนั้นก็ถูกถักทอด้วยผมของคนตาย
อ่าว แล้ว ข้าวของ ทรัพย์สินเงินทอง
ที่ขนมาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าหายไปไหน ?

เมื่อกลุ่มนักโทษชาวยิว(ที่มักจะมั่งคั่งและร่ำรวย)มาถึง กลุ่มกระเป๋าข้าวของ ก็โดนจับแยกจากเจ้าของ ไปอยู่ที่โกดังชื่อแคนาดา 1 และ คานาดา 2 (ชื่อโกดัง) พอเจ้าของกระเป๋าตายปุ๊บ ของพวกนี้จะโดนลำเลียงไปเป็นของกำนัลแด่การพัฒนาชาติเยอรมนี หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นเรียกว่า อาณาจักรไรช์ที่สาม (reich ในภาษาเยอรมันแปลว่า รวย)
พอปี 1945 ที่ Red Army (กองทัพแดงจากรัสเซีย) บุกเข้ามาช่วยโปแลนด์จากเงื้อมมือนาซีได้ ตามประสาพวกที่แพ้แล้วเผาทำลายหลักฐาน...พวกนาซีก็ชิงเผาโกดังแคนาดา 2 ทิ้งทั้งหมด แต่อีกโกดังเบอร์หนึ่ง เผาไม่ทัน ต้องหนีไปก่อนจะโดนจับ
ทรมาน...
หลักฐานที่ยังไม่ถูกเผาและค้นเจอภายหลัง เอามาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์กันให้สยองเล่น (เมื่อนึกถึงปริมาณของเจ้าของ)
ก็มีพวก ขาเทียม รองเท้า ผ้าสวดมนต์ มือเทียม หม้อไห
(พวกอุปกรณ์ทำมาหากินก็ขนมาด้วย เพราะเขาบอกแค่ว่าจะให้มาทำงานนี่นา)... และกระเป๋าเดินทางของจริง ที่มีที่อยู่ของเจ้าของอยู่
แล้วหนีได้ไหม ?
ไม่ได้หรอก รั้วทั้งหมดล้อมไว้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง และทหารยามประจำการเต็มทุกจุด
มีการใช้ระบบ เพื่อนเพื่อเพื่อน เพื่อนใครไม่อยู่ ก็ลงโทษที่เหลือกันไป
นักโทษทุกคนจะมีรอยสักสักเลขประจำตัวไว้ .... เมื่อสงครามจบลง ยังมีผู้คนที่หลุดรอดชีวิตเกือบสี่แสนคนที่มีรอยสักนี้อยู่กับตัว

เตียงไม้ ถ้านึกภาพหนังเรื่อง
"Life is Beautiful"
จุได้ประมาณห้าคนต่อหนึ่งเตียง
ที่นี่จะสภาพแย่กว่าที่ Auschwitz มาก
เพราะที่นอนจะเปียกแฉะไปหมด
(ไม่ยอมวิ่งฝ่าหนาวไปเข้าห้องน้ำ)
และมีหนูเป็นสัตว์จอมป่วน
เจ๊เล่าว่าเคยมีเด็กผู้ชายที่มาถึงตอนหน้าร้อน
คอยเก็บขนมปังกับตัวเอาไว้กิน
สุดท้าย เด็กผู้ชายโดนหนูรุมแทะ
จนตาย เหลือแต่ "เสื้อผ้า"
-_-'
อาหาร
ที่นี่เขาให้ทานอะไรกันบ้าง
(เสมือนไปนอนวัด
นอนเตียงแข็ง ไม่ทานมื้อเย็น
ให้ทานวันละสองมื้อ ปิดวาจา)
- มื้อเช้า แจกน้ำตาล
- มื้อเที่ยง ซุป และขนมปังสามขีด
วันที่นาซีย่อยยับไป
มีการชั่งน้ำหนักชาวค่ายกักกันที่รอดชีวิตได้
ปรากฎว่านักโทษชายกำยำๆ ที่เคยหนักเจ็ดสิบแปดสิบโล
ตอนก่อนเข้ามาที่นี่
พอจบสงคราม หนักกันแค่สามสิบกิโล
กลายเป็นโรคขาดสารอาหาร
หน้าตาสภาพจากรูปถ่ายที่จัดแสดงแล้วแล้วเป็นโครงกระดูกเดินได้ทีเดียว

การลงโทษในค่าย
หากนักโทษคนไหนทำผิดกฎ
ก็จะให้อดอาหารจนตายไปเอง
และถ้าเจอคนที่ไม่ตายซักที
จะใช้วิธีฉีดยาโดยตรงเข้าที่หัวใจ
แต่ถ้าแค่ติดคุก ?
ในเมื่อสภาพความเป็นอยู่ในนี้ก็เหมือนคุกอยู่แล้ว
คุกยกกำลังสองเป็นยังไงลองนึกดู
Standing Cell เป็นคุกจิ๋ว
(อัดได้สี่คนในห้องเล็กๆ เตี้ยๆ ที่ยืนไม่ได้ แต่ต้องคลาน)
ก็ไม่ใช่ว่า ถ้าใครเกิดขี้เกียจทำงานหนัก
ก็จะแห่มาขอติดคุกในนี้กันหมด
คุณนาซีเขาฉลาด(ในเรื่องโหดๆ)
ให้ใครก็ตามที่ติดคุกนี้
จะต้องคลานออกมาทำงานจนหมดวัน
แล้วค่อยคลานกลับเข้ามานอนในห้องนี้
ถ้าไม่ใช่คุก
ก็มีอีกวิธีคือ ที่แขวนคอ -_-‘

การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ลำบากมาก เพราะแม้แต่ห้องน้ำ ก็ต้องใช้รวม ไม่มีห้องๆ แยก แต่เป็นลานยกระดับ เหมือนถาดขนมครก ใครอยากปลดทุกข์ก็ต้องมาเลือกหลุมกันเอง หน้าหนาว (หนาวโปแลนด์แบบติดลบเยือกแข็ง) เสื้อโค้ต เสื้อหนาวก็ไม่มี น้ำก็อาบแบบเย็นๆ บาดกายกันแบบแจ๊ค ไททานิค นึกสภาพที่...ไม่มีรองเท้า ในฤดูหนาวที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส โรงนอนอยู่ที่นึง โรงอาบน้ำอยู่อีกที่ เดินฝ่าหนาวไปปลดทุกข์ในหลุมทาโกะยากิ แล้วก็เดินฝ่าหนาวกลับมานอน...
สยองแทน..
ว่ากันว่า
สาวที่นี่น้ำหนักปกติ
อยู่ที่ 23 กิโลกรัม
แต่หากหญิงคนใดสวยแจ่ม
งดงามสไตล์นอร์ดิค
(ตาฟ้า ผมบลอนด์)
ก็จะถูกส่งไปที่ประเทศเยอรมนี
และไม่ได้กลับมาอีกเลย....
จากนั้น ไกด์ก็พาออกจากโซนพิพิธภัณฑ์
ที่จัดแสดงรูปภาพและข้าวของของผู้ตาย
ไปดูจุดเกิดเหตุ ตำแหน่งที่มีการแขวนคอ
ห้องที่ใช้รมแก๊ซพิษได้ทีละเก้าร้อยคน....
ซึ่งห้องนั้นห้องเดียวเคย
สังหารคนมาแล้วกว่าหมื่นคน
จบจุดที่ว่าแล้ว
ก็พากันขึ้นรถตู้ไปยังอีกจุดใกล้ๆ กัน
ที่โหดและเหี้ยมกว่า ชื่อ Birkenau
ที่นี่มีทุกอย่างที่น่าสยดสยองรวมกันหมด
ตั้งแต่ Gas Chamber
The Gate of Death
จุคนได้ประมาณสองแสนคน
พาชมจุดปล่อยทุกข์เปลือย
ที่ไม่มีห้องกั้น แต่เป็นแค่
แผ่นเจาะรูๆ
เคยมีคนที่เผลอตกและ
จมในบ่อปล่อยทุกข์นี้
ตายไปเลยก็มี (-_-')
วันนั้นเป็นวันที่อากาศสดใส
ท้องฟ้าเปิดให้แสงแดดอมยิ้มทั้งวัน
แต่อยู่ข้างในแล้วมันหดหู่
ตอนจินตนาการ
ว่า "ถ้าเป็นเรา..เกิดในสมัยนั้น..
แล้วต้องไปอยู่ในนั้น...."
เศร้าได้อีก
เป็นปรากฏการณ์เศร้าที่เกิดต่อเนื่อง
มาจากหลายจุดในฮังการี
ต่อเนื่องมาจนถึงทริปโปแลนด์
(รวมดาวประเทศเหยื่อนาซี)
มนุษย์หนอ.....
เอวัง
จบทริปแรกบ่ายสองกว่าแล้ว
รถตู้มาส่งที่พัก
คุณแป้งจี่และซาหยอยก็
หาของกินอร่อยๆ ร้อนๆ
ณ กลางกรุง
คิดไม่ออกกินอะไร
ก็จบที่อาหารไทย
(มื้อที่สองของเราทั้งสอง
ที่ทานอาหารไทยที่ร้านอาหาร :P)

หิ้วท้องอิ่มๆ กลับมาที่พัก
เจอมาเรียสาวสเปน
และสาวโปลิชผู้เป็นสตาฟของโรงแรมยุง
ก็นั่งเมาท์สี่สาว คุยโน่นนี่ กันจนพระอาทิตย์ตกดิน
(16.00)

เป็นโฮสเทลที่รู้สึกว่า สบายและสะดวก
เหมือนอยู่"บ้าน" ที่สุดแล้วในยุโรป
พักขา พักแรงจนหายเหนื่อยแล้ว
PJ & ข้าพเจ้าก็ออกตระเวนเมืองคราโคฟต่อ
(ภาคกลางคืนอีกแล้ว 555)
นี่ยังไม่เคยได้เห็นเมืองคราโคฟภาคกลางวัน
แบบเต็มๆ ตาเลย

เดินเล่นชมเมืองอยู่ดีๆ ...อิฉันดันไปเห็นป้ายโฆษณาคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิค
ตั้งอยู่หน้าโบสถ์ St.Peter and Paul
ก็พูดเล่นๆ กับแป้งจี่ว่า
หยอย : "อยากดูน้ออออ เฮ้อ... แต่คงไม่มีเวลาดูแน่เลย"
PJ : "เอ๊ะ เดี๋ยว แก ... มันมีวันนี้สองทุ่มนะ"
หยอย : "อ้าว เรอะ เอ๊ะ นี่มัน 19.55 นี่
โปรแกรมเพลงเพราะยาวเหยียด
ดูๆๆๆ อยากดู
แต่ถ้าแพงก็ไม่ไหวนะ"
โชคดีที่ราคาถูกสะใจมาก

สองนาทีถัดไป
สองสาวก็มานั่งจุ้มปุ๊กบนเก้าอี้ยาว
ในโบสถ์...
เป็นช่วงเวลาแห่งความไพเราะหู
และความจำเริญตา
เคล้ากลิ่นโบราณของโบสถ์เก่าๆ ...
และสัมผัสเย็นยะเยือกของอากาศด้านใน
(เพราะมันไม่มีฮีตเตอร์)
ขาดอย่างเดียวแค่ ไม่มีรสชาติ :P

รายการที่จัดแสดงวันนี้คือ
Chopin-Mozart
The Magic Piano
The Best Classics
by
Krakow Chamber Orchestra of St.Maurice
อาทิเพลง
Canon
Nocturn Es-dur
The Swan
Adagio
Hungarian Dance n.5
และอื่นๆ อีกมากมาย
"เป็นช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมง
ที่มีความสุขที่สุดแล้ว" ขอขอบคุณแม่นางอีกที
ที่ใจดีเข้าไปดูด้วยกัน......
ดูจบ... ออกจากโบสถ์ก็เริ่มมืดแล้ว เราเดินลัดเลาะกำแพงวังวาเวล ... ไปดูมังกรพ่นไฟ
ตอนแรกนึกว่ามังกรจริงๆ ที่ไหนได้ เป็นมังกรรูปปั้น ที่พ่นไฟออกมาเป็นระยะ (ของเล่นของสวนสนุก)

จบภาคค่ำวันนี้...
กลับโรงแรมยุงเตรียมจะนอน Zzzzz
แต่ดันเจอแก๊งค์เดิม + แก๊งค์ใหม่
ประชากรกลุ่มใหญ่มาก
กำลังจะออกตระเวนราตรี(อีกแล้ว)
เห็นแววตาเว้าวอนของคุณเพื่อน
ก็จัดให้ค่ะ.... อุตส่าห์ไปนั่งฟังดนตรี
กับเราเป็นชั่วโมงเลย

วันอาทิตย์
ตื่นมาวันนี้ ตัวคนเดียว...
PJ เป็นมนุษย์เงินเดือน
ต้องทำงาน จ-ศ
... คุณเพื่อนจึงเลือกรถทัวร์รอบเช้ากลับบูดาเปสท์
อำลาคราโคฟเป็นที่เรียบร้อย
ตื้นตันใจมากที่คุณ PJ
ย่องออกไปจากห้องตอนเช้าตรู่
พร้อม
ทิ้งจดหมายลา
ฉบับกุ๊กกิ๊กไว้ให้บนกระเป๋า
เป็นจดหมาย
ขนาด A4 พับครึ่ง
ข้างในมีข้อความสั่งลาและ
รูปถ่ายสองใบขนาดจัมโบ้
ที่ถ่ายด้วยกันในรถ และที่
ค่ายกักกัน...
น้ำตาเริ่มจะซึมแหมะๆ
(คิดในใจ... นี่มันเอาเวลาตอนไหน
ไปปริ๊นท์รูปเนี่ย ????)

โปรแกรมวันนี้ : อะไรก็ได้
ด้วยตัวคนเดียว....

อ่านเจอในโบรชัวร์ว่า
มีไกด์พาเดินชมเมือง
(ฟรี)
ค่าบริการแล้วแต่ความประทับใจ...
เก้าโมงตรง
เวลานัดเจอกัน
คุณไกด์เป็นชาวโปแลนด์ร่างสูง
สำเนียงอังกฤษฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
เพราะโทนเสียงสูงๆ ต่ำๆ ของเฮีย
กอปรกับสีหน้าที่ยักคิ้วหลิ่วตา
เหลือบตาไปมา ฟังด้วยมองหน้าด้วย
แล้วปวดหัวเป็นที่สุด
เนื่องจากเป็นของฟรี
จึงไม่มีหูฟังแจก
ต้องคอยเดินเกาะเฮียไกด์ไว้
ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ยินเสียงเลย

มีหลายจุดที่อยากเดินแยกไปดูเองบ้าง
ตรงโน้นและตรงนี้
พอฟังเฮียไม่รู้เรื่อง
ก็เริ่มจะไม่สนุกแล้ว
พี่ไกด์เดินผ่านโซน Main Market Square
ที่เป็นจตุรัสยุคกลาง
ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (200 x 200 m.)
พอผ่านไปได้สักพัก
ไม่ประทับใจแล้ว
จึงเดินแยกตัวออกจากกลุ่ม
"เที่ยวเองดีกว่า" ...

โบสถ์นี้ไง St.Peter & Paul
ที่เมื่อคืนมานั่งฟังเพลงโรแมนติคกับหนูแป้งจี่ ^_^
เมืองคราโคฟ (เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์ 1038-1569)
เมืองใหญ่อันดับสอง และเมืองเก่าแก่ของโปแลนด์
มีของดีเยอะมาก และเป็นศูนย์รวมของ
ปัญญาชน ศิลปะ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศาสนา
ที่นี่ คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกดังมาก
จนมีคนกล่าวไว้ว่า
"If there wasn't Rome, Krakow would be Rome"
ตอนนาซีมาบุกโปแลนด์
ช่วงต้นๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง
เยอรมนียึดเอาเมืองนี้ไว้เป็นศูนย์กลาง
ของรัฐบาล
แล้วก็จัดการเก็บรวบชาวยิวทั้งหมด
ไปฝากไว้ที่เก็ตโต้ก่อน (Krakow Ghetto)
ก่อนที่จะส่งต่อไปยังค่ายกักกัน
เอาชวิตซ์ หรือค่ายใกล้ๆ ในละแวกนี้
ที่เก็ตโต้ พวกนาซีจะใช้เป็นที่
คัดแยกมนุษย์
พวกไหนใช้งานได้ไม่ได้อย่างไร
คัดกันตอนนี้ ก่อนจะส่งขึ้นรถ
หรือรถไฟ ไปที่สุดท้ายของชีวิต...
"ค่ายกันกัน"
ตัดกลับมาที่ชีวิตไฮโซบ้าง
ตัวปราสาทวาเวล (Wawel Castle)
ตั้งอยู่บนเขาสูง ด้านหน้าเป็นน้ำ
มีกำแพงวังสูงๆ ล้อมรอบ
ก่อสร้างในศิลปะแบบ โกธิค
ในช่วงศตวรรษที่ 14
ที่นี่เคยใช้เป็นที่สวมมงกุฏให้กษัตริย์มาหลายองค์
และเคยโดนยึดไปยึดมาช่วงสงครามโน้นนี้
ไล่ไปตั้งแต่ปรัสเซีย มาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
จนสุดท้าย กลายสภาพมาเป็นพิพิธภัณฑ์ไปในที่สุด

โชคดีมากที่วันนี้อากาศดี
ฟ้าเปิด เป็นใจให้เล่นกล้องถ่ายรูปได้ทั้งวัน
(จริงๆ โชคดีทั้งสองวันเลย
เพราะตอนไปเอาชวิตซ์ก็ฟ้าแจ้งแจงแวงแบบนี้แหละ)
ด้านในเป็นลานของชาววัง
เอาไว้เดินเชิดสวยๆ
ทำใหม่ และตกแต่งในสไตล์เรอเนสซองส์
ถ้านึกไม่ออกว่าสมัยไหน
ก็สมัยเดียวกับ แม่นางโมนาลิซ่า
หรือสมัยเดียวกับ สี่เต่านินจา
ลีโอนาโด ไมเคิลอันเจโล ราฟาเอล โดนาเทลโล :P
น้องเด็กทั้งหลาย
ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "มนุษย์ตัวกวน เลี้ยงเสียข้าวสุก"
เป็นศัตรูที่พวกนาซีต้องรีบกำจัดก่อน
เพราะร่างกายยังไม่กำยำ
ยังให้ทำงานหนักไม่ได้
เลยจัดให้เข้าห้องรมควันก่อนเป็นกลุ่มแรกๆ
ด้วยความที่พวกนาซีฉลาดมาก เรียนเยอะ
ทดลองเยอะ จิตแพทย์ดังๆ ของโลก
ก็มาจากที่ประเทศนี้เยอะ .....
จึงมีเทคนิคหลอกล่อต้อนมนุษย์มักเกิ้ลให้ติดกับ
(เรียกมักเกิ้ล -- ถ้ายึดตามคำจำกัดความของนาซี ณ เวลานั้น
ซึ่งคนกลุ่มเลือดไม่บริสุทธิ์นี้ต้องจัดเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทพิเศษ คนละสายพันธุ์กับชาวนาซีเยอรมัน)
ผู้ใหญ่ใจร้ายก็หลอกเด็กให้ถอดเสื้อผ้า
ถอดรองเท้าออก แล้วชวนให้ไปอาบน้ำหมู่กัน
(อาบน้ำ = รมควันพิษ)
สถานที่เกิดเหตุคือในการอาบน้ำหนึ่งครั้ง
จะจุคนได้ สองพันคน
(แปลว่า อาบสี่รอบ เด็กก็ตายเรียบไปแปดพันคน... -_-‘
ระหว่างที่พี่ไกด์เล่า
น้ำตาก็ซึมๆ ตาแดงกันหมด
สลับกับโหมดขนลุกไปตลอดทาง
โซนพิพิธภัณฑ์
ก็จัดแสดงข้าวของของผู้เสียชีวิต
รองเท้าจริงของเด็กกองมหึมาในตู้กระจก
ที่หนูๆ ทุกคนจะต้องถอดก่อนเข้าไปอาบน้ำ
อีกด้าน
โชว์แก๊ซพิษที่เอามารมควัน
ฉายา Cyclone-B
ที่นำมาทดลองกับคนจริงๆ 900 คน
ก่อนเอามาใช้จริงที่นี่
ที่ตลกคือ
คนประดิษฐ์คิดค้นแก๊ซมรณะนี้
ก็คือ นักวิทยาศาสตร์ชาวยิว
ที่ต่อมาครอบครัวของเขาก็ต้องตายทั้งหมดด้วยก๊าซชนิดนี้ที่นี่
ใครก็ตามที่โดนรมควันพิษไป
กล่าวกันว่าไม่เกินยี่สิบนาทีก็ได้เวลาตาย
เพราะแก๊ซพิษไปโจมตีทางเดินหายใจและปอด ติดคอ สำลัก และหายใจไม่ออก
เมื่อจิตหลุกจากร่างแล้ว
ถึงเวลาจัดการกับร่างผู้ตาย
ก่อนที่ร่างจะโดนเผาเป็นเถ้าถ่าน
ก็จะมีพิธีกรรม หาเศษหาเลยกับคนตาย
คือ ตามล่าหาฟันปลอม(ที่เป็นทองคำ)
หาอัญมณีเพชรพลอย
กระดูกจะถูกนำไปบดละเอียด
เส้นผมก็เอาไปขายต่อ
เขาว่า ตอนที่สงครามสิ้นสุด
และทหารอเมริกันเข้าไป
ตรวจค้นค่ายกักกันพบว่ามีเส้นผมประมาณ 7 ตัน ที่รอจะเอาไปขาย....
และพวกเสื้อผ้า หรือพรมในสมัยนั้นก็ถูกถักทอด้วยผมของคนตาย
อ่าว แล้ว ข้าวของ ทรัพย์สินเงินทอง
ที่ขนมาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าหายไปไหน ?
เมื่อกลุ่มนักโทษชาวยิว(ที่มักจะมั่งคั่งและร่ำรวย)มาถึง กลุ่มกระเป๋าข้าวของ ก็โดนจับแยกจากเจ้าของ ไปอยู่ที่โกดังชื่อแคนาดา 1 และ คานาดา 2 (ชื่อโกดัง) พอเจ้าของกระเป๋าตายปุ๊บ ของพวกนี้จะโดนลำเลียงไปเป็นของกำนัลแด่การพัฒนาชาติเยอรมนี หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นเรียกว่า อาณาจักรไรช์ที่สาม (reich ในภาษาเยอรมันแปลว่า รวย)
พอปี 1945 ที่ Red Army (กองทัพแดงจากรัสเซีย) บุกเข้ามาช่วยโปแลนด์จากเงื้อมมือนาซีได้ ตามประสาพวกที่แพ้แล้วเผาทำลายหลักฐาน...พวกนาซีก็ชิงเผาโกดังแคนาดา 2 ทิ้งทั้งหมด แต่อีกโกดังเบอร์หนึ่ง เผาไม่ทัน ต้องหนีไปก่อนจะโดนจับ
ทรมาน...
หลักฐานที่ยังไม่ถูกเผาและค้นเจอภายหลัง เอามาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์กันให้สยองเล่น (เมื่อนึกถึงปริมาณของเจ้าของ)
ก็มีพวก ขาเทียม รองเท้า ผ้าสวดมนต์ มือเทียม หม้อไห
(พวกอุปกรณ์ทำมาหากินก็ขนมาด้วย เพราะเขาบอกแค่ว่าจะให้มาทำงานนี่นา)... และกระเป๋าเดินทางของจริง ที่มีที่อยู่ของเจ้าของอยู่
แล้วหนีได้ไหม ?
ไม่ได้หรอก รั้วทั้งหมดล้อมไว้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง และทหารยามประจำการเต็มทุกจุด
มีการใช้ระบบ เพื่อนเพื่อเพื่อน เพื่อนใครไม่อยู่ ก็ลงโทษที่เหลือกันไป
นักโทษทุกคนจะมีรอยสักสักเลขประจำตัวไว้ .... เมื่อสงครามจบลง ยังมีผู้คนที่หลุดรอดชีวิตเกือบสี่แสนคนที่มีรอยสักนี้อยู่กับตัว
เตียงไม้ ถ้านึกภาพหนังเรื่อง
"Life is Beautiful"
จุได้ประมาณห้าคนต่อหนึ่งเตียง
ที่นี่จะสภาพแย่กว่าที่ Auschwitz มาก
เพราะที่นอนจะเปียกแฉะไปหมด
(ไม่ยอมวิ่งฝ่าหนาวไปเข้าห้องน้ำ)
และมีหนูเป็นสัตว์จอมป่วน
เจ๊เล่าว่าเคยมีเด็กผู้ชายที่มาถึงตอนหน้าร้อน
คอยเก็บขนมปังกับตัวเอาไว้กิน
สุดท้าย เด็กผู้ชายโดนหนูรุมแทะ
จนตาย เหลือแต่ "เสื้อผ้า"
-_-'
อาหาร
ที่นี่เขาให้ทานอะไรกันบ้าง
(เสมือนไปนอนวัด
นอนเตียงแข็ง ไม่ทานมื้อเย็น
ให้ทานวันละสองมื้อ ปิดวาจา)
- มื้อเช้า แจกน้ำตาล
- มื้อเที่ยง ซุป และขนมปังสามขีด
วันที่นาซีย่อยยับไป
มีการชั่งน้ำหนักชาวค่ายกักกันที่รอดชีวิตได้
ปรากฎว่านักโทษชายกำยำๆ ที่เคยหนักเจ็ดสิบแปดสิบโล
ตอนก่อนเข้ามาที่นี่
พอจบสงคราม หนักกันแค่สามสิบกิโล
กลายเป็นโรคขาดสารอาหาร
หน้าตาสภาพจากรูปถ่ายที่จัดแสดงแล้วแล้วเป็นโครงกระดูกเดินได้ทีเดียว
การลงโทษในค่าย
หากนักโทษคนไหนทำผิดกฎ
ก็จะให้อดอาหารจนตายไปเอง
และถ้าเจอคนที่ไม่ตายซักที
จะใช้วิธีฉีดยาโดยตรงเข้าที่หัวใจ
แต่ถ้าแค่ติดคุก ?
ในเมื่อสภาพความเป็นอยู่ในนี้ก็เหมือนคุกอยู่แล้ว
คุกยกกำลังสองเป็นยังไงลองนึกดู
Standing Cell เป็นคุกจิ๋ว
(อัดได้สี่คนในห้องเล็กๆ เตี้ยๆ ที่ยืนไม่ได้ แต่ต้องคลาน)
ก็ไม่ใช่ว่า ถ้าใครเกิดขี้เกียจทำงานหนัก
ก็จะแห่มาขอติดคุกในนี้กันหมด
คุณนาซีเขาฉลาด(ในเรื่องโหดๆ)
ให้ใครก็ตามที่ติดคุกนี้
จะต้องคลานออกมาทำงานจนหมดวัน
แล้วค่อยคลานกลับเข้ามานอนในห้องนี้
ถ้าไม่ใช่คุก
ก็มีอีกวิธีคือ ที่แขวนคอ -_-‘
การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ลำบากมาก เพราะแม้แต่ห้องน้ำ ก็ต้องใช้รวม ไม่มีห้องๆ แยก แต่เป็นลานยกระดับ เหมือนถาดขนมครก ใครอยากปลดทุกข์ก็ต้องมาเลือกหลุมกันเอง หน้าหนาว (หนาวโปแลนด์แบบติดลบเยือกแข็ง) เสื้อโค้ต เสื้อหนาวก็ไม่มี น้ำก็อาบแบบเย็นๆ บาดกายกันแบบแจ๊ค ไททานิค นึกสภาพที่...ไม่มีรองเท้า ในฤดูหนาวที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส โรงนอนอยู่ที่นึง โรงอาบน้ำอยู่อีกที่ เดินฝ่าหนาวไปปลดทุกข์ในหลุมทาโกะยากิ แล้วก็เดินฝ่าหนาวกลับมานอน...
สยองแทน..
ว่ากันว่า
สาวที่นี่น้ำหนักปกติ
อยู่ที่ 23 กิโลกรัม
แต่หากหญิงคนใดสวยแจ่ม
งดงามสไตล์นอร์ดิค
(ตาฟ้า ผมบลอนด์)
ก็จะถูกส่งไปที่ประเทศเยอรมนี
และไม่ได้กลับมาอีกเลย....
จากนั้น ไกด์ก็พาออกจากโซนพิพิธภัณฑ์
ที่จัดแสดงรูปภาพและข้าวของของผู้ตาย
ไปดูจุดเกิดเหตุ ตำแหน่งที่มีการแขวนคอ
ห้องที่ใช้รมแก๊ซพิษได้ทีละเก้าร้อยคน....
ซึ่งห้องนั้นห้องเดียวเคย
สังหารคนมาแล้วกว่าหมื่นคน
จบจุดที่ว่าแล้ว
ก็พากันขึ้นรถตู้ไปยังอีกจุดใกล้ๆ กัน
ที่โหดและเหี้ยมกว่า ชื่อ Birkenau
ที่นี่มีทุกอย่างที่น่าสยดสยองรวมกันหมด
ตั้งแต่ Gas Chamber
The Gate of Death
จุคนได้ประมาณสองแสนคน
พาชมจุดปล่อยทุกข์เปลือย
ที่ไม่มีห้องกั้น แต่เป็นแค่
แผ่นเจาะรูๆ
เคยมีคนที่เผลอตกและ
จมในบ่อปล่อยทุกข์นี้
ตายไปเลยก็มี (-_-')
วันนั้นเป็นวันที่อากาศสดใส
ท้องฟ้าเปิดให้แสงแดดอมยิ้มทั้งวัน
แต่อยู่ข้างในแล้วมันหดหู่
ตอนจินตนาการ
ว่า "ถ้าเป็นเรา..เกิดในสมัยนั้น..
แล้วต้องไปอยู่ในนั้น...."
เศร้าได้อีก
เป็นปรากฏการณ์เศร้าที่เกิดต่อเนื่อง
มาจากหลายจุดในฮังการี
ต่อเนื่องมาจนถึงทริปโปแลนด์
(รวมดาวประเทศเหยื่อนาซี)
มนุษย์หนอ.....
เอวัง
จบทริปแรกบ่ายสองกว่าแล้ว
รถตู้มาส่งที่พัก
คุณแป้งจี่และซาหยอยก็
หาของกินอร่อยๆ ร้อนๆ
ณ กลางกรุง
คิดไม่ออกกินอะไร
ก็จบที่อาหารไทย
(มื้อที่สองของเราทั้งสอง
ที่ทานอาหารไทยที่ร้านอาหาร :P)
หิ้วท้องอิ่มๆ กลับมาที่พัก
เจอมาเรียสาวสเปน
และสาวโปลิชผู้เป็นสตาฟของโรงแรมยุง
ก็นั่งเมาท์สี่สาว คุยโน่นนี่ กันจนพระอาทิตย์ตกดิน
(16.00)
เป็นโฮสเทลที่รู้สึกว่า สบายและสะดวก
เหมือนอยู่"บ้าน" ที่สุดแล้วในยุโรป
พักขา พักแรงจนหายเหนื่อยแล้ว
PJ & ข้าพเจ้าก็ออกตระเวนเมืองคราโคฟต่อ
(ภาคกลางคืนอีกแล้ว 555)
นี่ยังไม่เคยได้เห็นเมืองคราโคฟภาคกลางวัน
แบบเต็มๆ ตาเลย
เดินเล่นชมเมืองอยู่ดีๆ ...อิฉันดันไปเห็นป้ายโฆษณาคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิค
ตั้งอยู่หน้าโบสถ์ St.Peter and Paul
ก็พูดเล่นๆ กับแป้งจี่ว่า
หยอย : "อยากดูน้ออออ เฮ้อ... แต่คงไม่มีเวลาดูแน่เลย"
PJ : "เอ๊ะ เดี๋ยว แก ... มันมีวันนี้สองทุ่มนะ"
หยอย : "อ้าว เรอะ เอ๊ะ นี่มัน 19.55 นี่
โปรแกรมเพลงเพราะยาวเหยียด
ดูๆๆๆ อยากดู
แต่ถ้าแพงก็ไม่ไหวนะ"
โชคดีที่ราคาถูกสะใจมาก
สองนาทีถัดไป
สองสาวก็มานั่งจุ้มปุ๊กบนเก้าอี้ยาว
ในโบสถ์...
เป็นช่วงเวลาแห่งความไพเราะหู
และความจำเริญตา
เคล้ากลิ่นโบราณของโบสถ์เก่าๆ ...
และสัมผัสเย็นยะเยือกของอากาศด้านใน
(เพราะมันไม่มีฮีตเตอร์)
ขาดอย่างเดียวแค่ ไม่มีรสชาติ :P
รายการที่จัดแสดงวันนี้คือ
Chopin-Mozart
The Magic Piano
The Best Classics
by
Krakow Chamber Orchestra of St.Maurice
อาทิเพลง
Canon
Nocturn Es-dur
The Swan
Adagio
Hungarian Dance n.5
และอื่นๆ อีกมากมาย
"เป็นช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมง
ที่มีความสุขที่สุดแล้ว" ขอขอบคุณแม่นางอีกที
ที่ใจดีเข้าไปดูด้วยกัน......
ดูจบ... ออกจากโบสถ์ก็เริ่มมืดแล้ว เราเดินลัดเลาะกำแพงวังวาเวล ... ไปดูมังกรพ่นไฟ
ตอนแรกนึกว่ามังกรจริงๆ ที่ไหนได้ เป็นมังกรรูปปั้น ที่พ่นไฟออกมาเป็นระยะ (ของเล่นของสวนสนุก)
จบภาคค่ำวันนี้...
กลับโรงแรมยุงเตรียมจะนอน Zzzzz
แต่ดันเจอแก๊งค์เดิม + แก๊งค์ใหม่
ประชากรกลุ่มใหญ่มาก
กำลังจะออกตระเวนราตรี(อีกแล้ว)
เห็นแววตาเว้าวอนของคุณเพื่อน
ก็จัดให้ค่ะ.... อุตส่าห์ไปนั่งฟังดนตรี
กับเราเป็นชั่วโมงเลย
วันอาทิตย์
ตื่นมาวันนี้ ตัวคนเดียว...
PJ เป็นมนุษย์เงินเดือน
ต้องทำงาน จ-ศ
... คุณเพื่อนจึงเลือกรถทัวร์รอบเช้ากลับบูดาเปสท์
อำลาคราโคฟเป็นที่เรียบร้อย
ตื้นตันใจมากที่คุณ PJ
ย่องออกไปจากห้องตอนเช้าตรู่
พร้อม
ทิ้งจดหมายลา
ฉบับกุ๊กกิ๊กไว้ให้บนกระเป๋า
เป็นจดหมาย
ขนาด A4 พับครึ่ง
ข้างในมีข้อความสั่งลาและ
รูปถ่ายสองใบขนาดจัมโบ้
ที่ถ่ายด้วยกันในรถ และที่
ค่ายกักกัน...
น้ำตาเริ่มจะซึมแหมะๆ
(คิดในใจ... นี่มันเอาเวลาตอนไหน
ไปปริ๊นท์รูปเนี่ย ????)
ด้วยตัวคนเดียว....
อ่านเจอในโบรชัวร์ว่า
มีไกด์พาเดินชมเมือง
(ฟรี)
ค่าบริการแล้วแต่ความประทับใจ...
เก้าโมงตรง
เวลานัดเจอกัน
คุณไกด์เป็นชาวโปแลนด์ร่างสูง
สำเนียงอังกฤษฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
เพราะโทนเสียงสูงๆ ต่ำๆ ของเฮีย
กอปรกับสีหน้าที่ยักคิ้วหลิ่วตา
เหลือบตาไปมา ฟังด้วยมองหน้าด้วย
แล้วปวดหัวเป็นที่สุด
เนื่องจากเป็นของฟรี
จึงไม่มีหูฟังแจก
ต้องคอยเดินเกาะเฮียไกด์ไว้
ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ยินเสียงเลย
มีหลายจุดที่อยากเดินแยกไปดูเองบ้าง
ตรงโน้นและตรงนี้
พอฟังเฮียไม่รู้เรื่อง
ก็เริ่มจะไม่สนุกแล้ว
พี่ไกด์เดินผ่านโซน Main Market Square
ที่เป็นจตุรัสยุคกลาง
ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (200 x 200 m.)
พอผ่านไปได้สักพัก
ไม่ประทับใจแล้ว
จึงเดินแยกตัวออกจากกลุ่ม
"เที่ยวเองดีกว่า" ...
โบสถ์นี้ไง St.Peter & Paul
ที่เมื่อคืนมานั่งฟังเพลงโรแมนติคกับหนูแป้งจี่ ^_^
เมืองคราโคฟ (เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์ 1038-1569)
เมืองใหญ่อันดับสอง และเมืองเก่าแก่ของโปแลนด์
มีของดีเยอะมาก และเป็นศูนย์รวมของ
ปัญญาชน ศิลปะ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศาสนา
ที่นี่ คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกดังมาก
จนมีคนกล่าวไว้ว่า
"If there wasn't Rome, Krakow would be Rome"
ตอนนาซีมาบุกโปแลนด์
ช่วงต้นๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง
เยอรมนียึดเอาเมืองนี้ไว้เป็นศูนย์กลาง
ของรัฐบาล
แล้วก็จัดการเก็บรวบชาวยิวทั้งหมด
ไปฝากไว้ที่เก็ตโต้ก่อน (Krakow Ghetto)
ก่อนที่จะส่งต่อไปยังค่ายกักกัน
เอาชวิตซ์ หรือค่ายใกล้ๆ ในละแวกนี้
ที่เก็ตโต้ พวกนาซีจะใช้เป็นที่
คัดแยกมนุษย์
พวกไหนใช้งานได้ไม่ได้อย่างไร
คัดกันตอนนี้ ก่อนจะส่งขึ้นรถ
หรือรถไฟ ไปที่สุดท้ายของชีวิต...
"ค่ายกันกัน"
ตัดกลับมาที่ชีวิตไฮโซบ้าง
ตัวปราสาทวาเวล (Wawel Castle)
ตั้งอยู่บนเขาสูง ด้านหน้าเป็นน้ำ
มีกำแพงวังสูงๆ ล้อมรอบ
ก่อสร้างในศิลปะแบบ โกธิค
ในช่วงศตวรรษที่ 14
ที่นี่เคยใช้เป็นที่สวมมงกุฏให้กษัตริย์มาหลายองค์
และเคยโดนยึดไปยึดมาช่วงสงครามโน้นนี้
ไล่ไปตั้งแต่ปรัสเซีย มาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
จนสุดท้าย กลายสภาพมาเป็นพิพิธภัณฑ์ไปในที่สุด
โชคดีมากที่วันนี้อากาศดี
ฟ้าเปิด เป็นใจให้เล่นกล้องถ่ายรูปได้ทั้งวัน
(จริงๆ โชคดีทั้งสองวันเลย
เพราะตอนไปเอาชวิตซ์ก็ฟ้าแจ้งแจงแวงแบบนี้แหละ)
เอาไว้เดินเชิดสวยๆ
ทำใหม่ และตกแต่งในสไตล์เรอเนสซองส์
ถ้านึกไม่ออกว่าสมัยไหน
ก็สมัยเดียวกับ แม่นางโมนาลิซ่า
หรือสมัยเดียวกับ สี่เต่านินจา
ลีโอนาโด ไมเคิลอันเจโล ราฟาเอล โดนาเทลโล :P
มองไปรอบๆ เมือง รู้สึกถึงความอลังการ ความสมบูรณ์ของสถานที่ (รักษาไว้ให้โบราณแบบยังคงสภาพดีอยู่) ให้ความรู้สึกประหนึ่งเราเป็นเจ้าหญิงในยุคกลางได้เลย
FYI : เมืองนี้ ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น เมืองทางวัฒนธรรมเมืองแรกของ UNESCO อีกด้วยน้าา (1978)
ออกจากวังแล้ว
ก็ได้เวลา
"เดินเรื่อยเปื่อย"
หลุดออกมาจากวัง เดินดูตึกรามบ้านช่อง ก็เหมือนหลุดออกมาอีกโลก

เมืองนี้ ผู้คนนัยน์ตาเศร้าอีกแล้ว แต่จะกระซิบว่า หน้าตาของคนโปแลนด์ จัดอยู่ในกลุ่มดีถึงดีมากๆ เลย (เราว่าทั้งยุโรปตะวันออกหน้าตามีเสน่ห์ตามธรรมชาติกว่าแถบยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือเยอะ)
เมืองนี้ ผู้คนนัยน์ตาเศร้าอีกแล้ว แต่จะกระซิบว่า หน้าตาของคนโปแลนด์ จัดอยู่ในกลุ่มดีถึงดีมากๆ เลย (เราว่าทั้งยุโรปตะวันออกหน้าตามีเสน่ห์ตามธรรมชาติกว่าแถบยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือเยอะ)
ใกล้จะกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว เพราะวันนี้ทั้งวันเดินกลางแจ้งตลอด.... หาที่ร่มๆ เข้าไปหลบไอหนาวดีกว่า
ดูแผนที่ หาพิพิธภัณฑ์ที่เที่ยวใกล้ๆ ก็เห็นมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ของเมืองนี้ มีเวลาอยู่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก่อนที่เขาจะปิด ก็ได้
National Museum in Krakow
ของเด็ดที่นี่อยู่ชั้นบนสุด
เป็นการจัดแสดงภาพศิลปะของ GOYA
ที่เป็นของพิพิธฯ ในเมืองบูดาเปสท์ ฮังการี (The Museum of Fine Arts in Budapes)
http://www.ahice.net/view.php?katid=new&id=4840
ทางโน้นส่งมาให้ยืมใช้ ส่วนพิพิธฯ ที่นี่ก็ส่งรูปเด็ดๆ ของลีโอนาร์โด ดาวินชี ไปให้ที่บูดาเปสท์จัดแสดงแทน แลกกันไปมา จะได้เพิ่มความคึกคัก ^^
พี่กอย่า (GOYA)
เป็นศิลปินศิลปะสมัยโรแมนติค ชาวสเปน ที่ต่อมาเป็นต้นแบบแนวการวาด ให้กับเซเลบรุ่นถัดๆ มาหลายคนเช่น Manet Picassco ...ในรายการที่มาจัดแสดงวันนี้ มีแต่แนวดาร์คๆ สะท้อนอารมณ์ความโหดร้ายทารุณของผู้คนในช่วงสงคราม ทรมาน ทารุณ ทุกรูปแบบสุดแล้วแต่จะเกิดขึ้น .....
Set ที่ถูกใจสุดก็ The Disasters of War by Goya
หลุดออกมาแล้วก็... อึ้งๆ เหมือนกัน หลายภาพทำให้ช็อคได้เลย

อยู่จนพี่ยามมาไล่ให้กลับบ้าน จึงควานหาทางกลับที่พัก หลงไปหลงมา ขึ้นรถรางไปนอกเมือง กลับเข้ามาใหม่ มองนาฬิกาก็ทุ่มครึ่งแล้ว แอบลุ้น ติดใจ อยากไปดูคอนเสิร์ตที่โบสถ์อีก
แต่ดูในแผ่นพับที่หยิบมาแล้ว ไม่เห็นวันนี้ว่ามีจัดแสดงอะไรก็ตัดใจเข้าที่พักเลย
@Mosquito Hostel
ครึกครื้นมาก มีทั้งคนเมื่อวานเมื่อเช้าย้ายออกไปแล้ว ได้เจอเพื่อนใหม่ เด็กๆ เอ๊าะ มากมาย
ทั้งสาวอังกฤษชาวไฮเปอร์ น้องเคนทาโร่ ว่าที่นักบิน ANA ชาวญี่ปุ่น (เพิ่งสอบติด แต่กำลังจะต้องไปเทรนที่อเมริกา จึงมาตระเวนหาประสบการณ์เที่ยวยุโรปเดือนนึงก่อน) และน้องชาร์ลส์ ลูกครึ่งญี่ปุ่น-อังกฤษ ที่มาเที่ยวกับเพื่อนม.ปลายอีกคน ..
ทุกคนในวงต่างคนต่างมากันหมดรวมทั้งเราด้วย
ขาครบแล้ว ก็หาบอร์ดเกมส์มานั่งเล่นกัน ตามโฮสเทลจะมีเรียงรายเกมส์ทุกประเภทมาให้นักท่องเที่ยวที่มาแบบโดดเดี่ยว หรือมาแบบกลุ่มไม่เหงามากเกินไป
เลือก "SUDOKU" Board เกมส์มาเล่นกัน
เหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจวิธีการเล่น แต่สุดท้าย เล่นไปได้สามสี่รอบ ก็ล่ม เพราะสาวน้องอังกฤษของเรา ไม่เข้าใจกติกา
เวลา 20.05 บังเอิญ พูดขึ้นลอยๆ กับทางสตาฟที่โรงแรมยุงว่า เนี่ย วันนี้อดไปดูคอนเสิร์ตเลยเพราะมันไม่มีแสดงน้องสตาฟก็หยิบโบรชัวร์อีกอันขึ้นมาว่า วันนี้มีนี่นา ที่โบสถ์นี้ๆๆๆ แต่เริ่มสองทุ่ม เศร้า อีกแล้ว... อดดูเลย -_-' ไม่เช็คดีๆ ก่อนเรา
เข้าโหมดปลงอีกแล้ว... เที่ยวคนเดียว จะคาดหวังอะไรมากไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่ปล่อยให้ความผิดเก่าๆ เกิดขึ้นอีกเป็นซ้ำสอง
คืนนี้ ไม่มีแล้ว ตระเวนราตรีแบบสองคืนที่แล้วแต่น้องๆ หนูๆ พี่ๆ เพื่อนๆ นักท่องเที่ยวทั้งหลายในโฮสเทล เปิดบาร์กันที่โต๊ะทานข้าวเลย... วงสนทนาค่อนข้างใหญ่ มีผู้มาใหม่ เพิ่งกลับจากเที่ยวขึ้นมาสมทบกันมากมาย
| ...ก่อนอำลา.. |
สภาพชุด(เตรียมจะ)นอน..
ชาวญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน โปแลนด์ อเมริกัน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และไทย ฯลฯ เหมือนการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำประเทศต่างๆ มารวมกันเลย ..... เป็นอีกหนึ่งคืนที่คุยกันสนุกมาก จนเข้าโหมดเริ่มจะกรึ่มๆ ได้ที่... ก็เดินไปแปดก้าว ถึงที่นอนพอดี เก็บแรงไว้เที่ยวเหมืองเกลือพรุ่งนี้แต่เช้า zzzzzzzzzzz
เช้าวันใหม่ อาหารเช้าเหมือนเมื่อวาน เตรียมพร้อมรอรถมารับเหมือนเคย... ด้วยอาการง่วงมาก... จึงหลับจัดยาวจนถึงที่หมายเลย คือ เหมืองเกลือโบราณ (Wieliczka Salt Mine)
http://en.wikipedia.org/wiki/Wieliczka_Salt_Mine
เกลือ สำคัญอย่างไร...
ในยุคนั้น มีเกลือ นับว่ามีทองเลย
เพราะดินแดนแถบๆ นี้ไม่ได้ล้อมรอบด้วยน้ำทะเล ไม่เหมือนแถวบ้านเราที่จะหาเกลือสินเธาว์ได้ง่ายๆ กัน การขุดเจาะพื้นดิน ต้องลงไปถึง 327 m. (เอาคนมาต่อกันประมาณ สองร้อย กว่าคน)
สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 13 เป็นธุรกิจของราชวงศ์และดำเนินงานโดยบริษัท Żupy krakowskie
ที่เป็นบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 14
และใช้จริงจนถึงปี 1996 ก่อนจะเลิกไปเพราะน้ำท่วมเหมืองและราคาของเกลือที่ลดลง
เพราะคนงานเหมืองต้องกินนอนอยู่ข้างล่างนี้เป็นเวลานาน ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงมีการสร้างโบสถ์ รูปปั้น แชนเอเลีย จากหินเกลือมากมาย
ความรู้สึกตอนที่อยู่ด้านล่าง ก็ค่อนข้างอึดอัด หายใจได้ไม่เต็มปอด
จินตนาการว่าตัวเองต้องอยู่ในนี้นานๆ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ไม่มีท้องฟ้า ไม่มีดาว ไม่มีแสงแดด.... มนุษย์อยู่ลำบากน้าาา
ใช้เวลาในเหมืองนี้ค่อนข้างนานเหมือนกัน
ที่นี่มีไกด์พาเดินไปแต่ละจุดๆ ป้องกันการหลง หายและสาบสูญไป ระยะทางเดินชมก็ยาวมาก.... ประมาณ 3.5 km. -_-' คือ ในนี้เหมือนเป็นเมืองใต้พิภพขนาดใหญ่เลย
บางช่วง ก็ต้องรอลิฟต์ รอคน รอคิว (อีกกลุ่ม)จึงได้เจอเพื่อนใหม่ (อีกแล้ว) เป็นสามีภรรยาชาวญี่ปุ่น
อายุอานามก็น่าจะเกือบๆ สี่สิบแล้ว คุยไปคุยมา ก็ได้ทราบว่าผู้ชายเป็นนักธุรกิจทำงานเกี่ยวกับ บริษัทยาสูบของญี่ปุ่น ที่มีบริษัทลูกอยู่ที่ชายแดนเยอรมัน แต่มีบ้านอยู่ในเขตประเทศลักเซมเบิร์ก คุณภรรยาที่ยิ้มแย้มสดใสน่ารัก(มากก) ก็เป็นแม่บ้าน คุยกันนานมากๆ ไปเม้าท์ต่อกันที่รถ (ขึ้นรถตู้คันเดียวกัน) จนก่อนกลับก็ แลกที่อยู่ อีเมล์กัน ทั้งสองบอกเราว่า ถ้าว่าง อย่าลืมแวะมาเที่ยวบ้านเขานะที่ลักเซมเบิร์กนนะ ณ ตอนนั้น เราคิดว่า โอกาสที่จะไปเยี่ยมพวกเขาน่ะหรอ อาจจะแค่ฝันไป
13 นาฬิกา มาถึงคราโคฟโดยสวัสดิภาพ แวะให้พี่รถตู้ หย่อนเราลงกลางทาง เพื่อขอเที่ยวต่อก่อน... แหะๆ เก็บรายละเอียดฟากเมืองที่ยังไม่เคยไป แวะเที่ยวโบสถ์ชาวยิว เจาะลึกด้านในโบสถ์ และสุสาน
แถวนี้เรียกว่า Krakow Ghetto จึงมีโบสถ์ยิวมากมาย ทั้งบ้านเรือน ร้านอาหาร หลายจุดมีป้าย บอกที่มาของผู้ตาย.. ในสมัยสงครามโลก ร่องรอยความเศร้าของสถานที่
ลาตินเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์นิกายโรมันแคทอลิค อาหรับเป็นภาษาของศาสนาอิสลาม บาลีเป็นของศาสนาพุทธ และสำหรับชาวยิว ก็คือ ภาษาฮีบรู แวะผ่านโรงเรียนสอนภาษาฮีบรู ก็อัศจรรย์ใจในตัวอักษรของภาษานี้เป็นอย่างมาก... -_-' ท่าทางจะเรียนยากแฮะ ว่ากันว่า ภาษาโมเดิร์นฮีบรูเนี่ย มีคนพูดอยู่แปดล้านคน (ในอิสราเอล) ส่วน แบบคลาสสิคฮีบรู ก็จะมีเฉพาะในบทสวด ในคัมภีร์เท่านั้น
กลับที่พักไปหยิบกระเป๋าดีกว่า...
สภาพที่พักเอามาอวดกันเล็กน้อยก่อนจาก ทางเข้าด้านหน้า
น่ากลัวมาก.. มืดๆ เป็นลูกกรงสีดำ ห้องนอนหญิงล้วนแปดเตียง เตียงใหม่ ตู้ใหม่ เป็นสัดส่วน ไม่กวนกัน ... สุดท้ายก่อนกลับ พวกเราทั้งแปดเตียง ก็ได้รู้จักกันหมด
ห้องน้ำ สะอาดมาก มีเครื่องซักผ้า มุมตากผ้าให้ด้วย เพราะส่วนใหญ่พวกมาเที่ยวที่นี่ก็เป็นเพียงแค่จุดนึงในบรรดาทริปมากมาย ทั่วยุโรป จะแบกเสื้อผ้าทั้งหมดมาก็ไม่ไหว ก็ต้องทยอยซัก ใส่ซ้ำไปเรื่อยๆ
รถไฟจากคราโคฟ ออกเดินทาง 16.00 คาดว่าไปถึงวอร์ซอประมาณ 19.00
สามชั่วโมง ... แล้วเจอกัน คุณวอร์ซอ



No comments:
Post a Comment