Budapest #6


วันที่หก....

แป้งจี่เล่าว่า
ใกล้ๆ วังหลวงบนยอดดอย จะมีทางเดินลึกลับใต้ดิน สำหรับกษัตริย์หรือราชวงศ์วิ่งหนีภัยพิบัติ
มาโผล่ตึกแถวเล็กๆ แถวๆ ปราการคุณพี่ประมง....

ได้รับลายแทง หม่ำข้าวเช้าตุนข้าวเที่ยงใส่กระเป๋าแล้ว



ก็ดิ่งตรงข้ามฝั่งจากพี่เปสท์ มาหาพี่บูดาทันที


ฟ้าหม่นอีกแล้ว ...

มาแต่เช้า แต่บรรยากาศเหมือนพระอาทิตย์จะตกดิน




เข้าโบสถ์อีกครั้ง
ที่นี่เด็ดตรงศิลปะ และของโชว์ข้างใน
สถาปัตยกรรมข้างนอกดูเผินๆ เหมือนอยู่ใน
ดิสนีย์แลนด์ผสมแดนเนรมิต....



ออกจากโบสถ์
ได้ยินเสียงโหวกเหวก
โวยวายจากข้างนอก
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบๆ วังเวง
ตามลักษณะของฤดูหนาว

แต่
เสียงนั้น
เป็นเสียงต่างด้าว
ภาษาที่เราคุ้นเคยดี
"ภาษาไทย"

ภาษาเดียวที่ใช้ในประเทศบ้านเกิดเมืองนอน
จะไปโทษว่าพวกลาว เขมร มาเลย์
ที่หน้าตาเหมือนเราๆ ว่าพวกเขาเอะอะโวยวายก็ไม่ได้

เพราะนั่นคือภาษาแม่เราเอง...


หนีดีกว่า..อายเขา
(ดังมากกกกกกก
ทั้งกรุ๊ปทัวร์เหมือนไม่เกรงใจใคร
แอบถ่ายรูปมาแปะโชว์อีกแน่ะ :P )



แปลงร่างเป็น
"ขอม" ดำดินดีกว่า
....

เดินหลงไปหลงมา
อยู่ครึ่งชั่วโมง
กว่าจะเจอตึกนี้ ทางเข้า
ดินแดนลึกลับใต้ดิน....

Labyrinth of Buda Castle

โบราณสถาน
หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ใต้ดินของโลก
http://weburbanist.com/2007/09/30/7-underground-wonders-of-the-world-labyrinths-crypts-and-catacombs/

ก้าวขาลงไปในทางลงแคบๆ มืดๆ
แค่ยี่สิบเซนติเมตร
ไอชื้น กลิ่นอับๆ
พัดมากระทบจมูกไวๆ
ของคนเกิดปีจอทันที
เป็นสัญญาณว่ามาถูกทางแล้ว



ณ ช่องขายตั๋วด้านล่าง
(จุดนี้ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไร้อากาศบริสุทธิ์สดชื่นแล้ว)


มาวันธรรมดาจึงไร้เงาของนักท่องเที่ยวหัวดำหัวแดง
ระหว่างรอซื้อตั๋ว เหลือบเห็นสิ่งมีชีวิตนอกจากคน
มีแค่กลุ่มป้าเกษียณอายุ สี่ห้าคนข้างหน้า
ที่เดินดุ่มๆ นำไปโน่นแล้ว ....

หลังจากนั้น ก็มีแต่
"ตรู"


ความมืด ความเงียบ
ไฟจางๆ และ กำแพงหิน.......


ทางใต้ดินนี้มีอายุมากว่าครึ่งล้านปี
อันเกิดจากน้ำพุร้อน.....

ต่อมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์
ยุคหิน ยุคอัศวิน ยุคสงครามโลก
ต่างรุมใช้บริการถ้ำนี้
หลบศัตรูกันอย่างอุ่นหน้าฝาคั่ง

(สงสัยเอาไว้หลบเมียหลวง เมียน้อยก็ได้ด้วย 555)



และนี่คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์
จากธรรมชาติของที่นี่

"น้ำตกไวน์"













อิอิ ล้อเล่นย่ะ



ฝีมือมนุษย์แท้ๆ
ที่อดเหล้าไม่เป็น
จึงต้องต่อท่อไวน์เข้ามา
ให้ได้เมากันในถ้ำต่อ


มาคนเดียว
เดินเงียบๆ
ไม่กลัวผี
แต่กลัวคน...
เพราะข้างหน้าก็ไม่มีคน
ข้างหลังก็ไม่มีคนเลย

ถ้าเกิด
อยู่ดีๆ โดนมนุษย์หน้าไหน
โผล่มาแกล้ง (หรือปล้นจริงๆ)
จากผนังตึก


ก็(คาดว่า)ไม่มีใครเห็นเช่นกัน




อนิจจา มาบูดาเปสท์ก็มีสวนสนุกให้เล่น
ความสนุกที่ไม่รู้ลืมของจริงมันอยู่ที่ห้องนี้


"ห้องวัดใจ"

มีประตูให้เลือกสองบาน
บานหนึ่ง ทางออก
บานสอง วัดใจ
(บานสอง เป็นห้องมืดสนิทในถ้ำ
ที่อีกด้านเป็นประตู แต่ต้องคลำหาทางออกเอาเอง)

ความกล้า
และกลัว
กล้าที่จะกลัว
หรือกลัวที่จะกล้า

ปนกันจนหัวใจเต้นยิ่งกว่า
กาแฟแปดช๊อต

"เอาไงดีวะ?"

บทสนทนาสองคนในหนึ่งร่างตบตีกันวุ่นวาย
ร่างแรก อายุก็ป่านนี้แล้ว ยังจะกลัวอีก ป๊อดจริงๆ เว้ย
ลองสักช็อต เข้าไปเลย จะได้ล้างปม
กลัวผีแดนเนรมิตไปได้ไง....
ร่างสอง โดนปล้น โดนจี้ โดนข่มขืน ประตูปิดตาย ผีหลอก...
ฉันไม่รู้เรื่องด้วยนะ

สุดท้าย เปิดประตูหินหนักๆ เข้าไปในบานที่สอง
อากาศเย็นๆ ชื้นๆ กลิ่นอับๆ ซัดโครมแรงกว่าเดิม
เดินไปในห้าก้าว ทนไม่ไหว
ข้างในมันเรียกร้องให้ออก

เข้าโหมดแพ้ใจ
แพ้ความกลัวของตัวเอง
ปรี่เข้าหา "ทางออก"

และการเดินทางก็จบลงแบบที่ว่า
"นี่ลงดินมาทำอะไรเนี่ย ?"


กลับขึ้นมาสูดอากาศสดชื่นอีกครั้ง...
จบการศึกษาด้านอารมณ์(ของตน)
ไปแล้ว ... หาความรู้ใส่หัวต่อด้วย
พิพิธภัณฑ์ของบูดาเปสท์ ที่อยู่ในวังบนดอย
ดีกว่า.....










พิพิธภัณฑ์นี้... Historical Museum of Budapest
รวมข้าวของยุคหิน...
ยุคโบราณ ยุคเก่า..... พาเอาง่วงกว่าเดิมอีก
-_-' หมดพลังศึกษาหาความรู้แล้ว
กลับบ้านไปต้องขอให้เจ๊จัดเอนเตอร์เทนให้ด่วน



ความบันเทิงชั่วคราวที่จัดได้ ตอนนั้นคือ
"ถ่ายรูป"


ระหว่างเดินดุ่มๆ ถ่ายเมฆมัวๆ สมใจ
ก็ได้เพื่อนใหม่อีกแล้ว
เป็นตากล้องคุุณลุงชาวเกาหลี
ที่เงินเหลือใช้ จึงออกตระเวนถ่ายรูปรอบโลก
เที่ยวบ้าง ถ่ายรูปบ้าง..

แต่กล้องป๋าก็ดูดีมีชาติตระกูลมากกว่า
นัง G11 บนคอเราเป็นไหนๆ
โบกมือลากันที่ตีนเขา
ต่างคนแยกย้ายไปรถเมล์กันคนละคัน....





ไฮไลท์ของวันนี้
เทหมดใจให้
House of Terror

อารมณ์ terror
ยังค้างมาจากในถ้ำ
ปิดบ่ายนี้ด้วย ที่นี่..


พิพิธภัณฑ์รวมความเศร้า
ประวัติศาสตร์ของคนฮังการี
บางคนว่า...นาซีและฮิตเลอร์ร้ายแล้ว
ที่นี่ ซวยซ้ำกรรมซ้อนด้วย..คอมมิวนิสต์
จากฝั่งรัสเซีย




ด้านในห้ามถ่ายรูป
แต่เทคนิคการจัดพิพิธฯ ที่นี่แพรวพราว
เทคนิคไม่อลังการเว่อร์
แต่ใช้ได้อย่างคุ้มค่า และเข้าใจง่าย....



โดยเฉพาะคุกขังเดี่ยวของจริงใต้ดิน
ที่อนุญาตให้ลองเข้าไปยืนจริงๆ
สยองมาก...(โดยเฉพาะตอนจินตนาการในหัว
ว่ามีกี่ศพแล้วที่ต้องจบชีวิตในตึกนี้)

ขอย้ำว่า ใครมาบูดาเปสท์ถ้าไม่มาที่นี่แล้ว
ก็แปลว่าไม่ได้มาน่ะสิ จะเป็นอะไรไป 555



เอาเป็นว่า ก็ถ้าอยากได้ความรู้
ความเข้าใจ
ว่าทำไม
คนเก่าแก่ที่นี่ ถึงตาเศร้ากันหลายคน

ให้มาดู... แล้วจะเข้าใจ




กลับบ้านด้วยสภาพหมดแรง
เตรียมเก็บกระเป๋า เช็คอีเมล์
โยกย้ายถ่ายไฟล์รูปออกจากกล้อง....


จบมื้อค่ำกับแม่นางแล้ว

คืนนี้ คุณนายใจดีพาออกมา
ซิ่งตระเวนรอบดึกด้วยของหวาน
(ลืมชื่อแล้ว...) รสชาติ
เหมือนหมากฝรั่งใส่แยมสตรอเบอรี่



ยานพาหนะของค่ำคืนนี้ คือ
"สองเท้า" กับอุณหภูมิต่ำกว่าห้าองศา

เดินเลาะขอบมาโผล่ที่แม่น้ำดานูป
ก็เจอรองเท้าทำด้วยเหล็กวางเรียงราย
เป็นจุดๆ

พีเจเล่าให้ฟังว่า
รองเท้าพวกนี้
เป็นตัวแทนของชาวยิว ช่วงปี 1944-1945
ที่ถูกพวกนาซีสั่งให้ถอดรองเท้า ยืนที่ริมฝั่ง
โดนยิงตกน้ำตาย


(ข้อมูลเพิ่มเติม ::: Shoes on the Danube Promenade)
http://en.wikipedia.org/wiki/Shoes_on_the_Danube_Promenade


เมื่อไว้อาลัยเสร็จเรียบร้อย
คุณนายทั้งสอง
เข้าโหมด "ปัญญาอ่อน" ทันที






เดินสวีทกันกลับบ้าน
แป้งจี้ชี้ชมร้านอาหารสวยๆ เก๋ๆ
หลายร้าน .....
โบกมือทักทาย ถ่ายรูปผู้คนกันสนุกสนาน
เหมือนเป็นเซเลปบริตี้มาเอง

ว่าแต่
เพราะอะไรล่ะ ?

เราว่า
การเป็นนักท่องเที่ยวไปในดินแดนคนอื่น...
ทำให้เข้าโหมดละลายพฤติกรรมแล้ว
จึงทักทายคนแปลกหน้า
ถึงทำได้ง่ายดายกว่าการอยู่ในประเทศตัวเอง....

ยกเว้น ในภาวะที่ดูท่าทางจะอันตราย
แวดล้อมด้วยกลุ่มมิจฉาชีพ
จะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามทันที

No comments: