แล้ววันจันทร์ก็มาถึง
วันที่เราไม่ต้องเรียน ไม่ต้องทำงาน
แต่เจ้าบ้าน
แม่นายแป้งจี่....ต้องไปทำงาน
แปลว่า...
อีกห้าวันต่อจากนี้
จะเป็นเวลาออกเที่ยวคนเดียว(อีกแล้ว)
แปดโมงเช้า พอเจ้าของบ้านออกไปทำงาน...ปุ๊บ ก็รีบบึ่งออกเดินเที่ยวไปเรื่อย หนทางเริ่มจะชำนาญ แผนที่ไม่ต้องกาง จุดหมายแรก แวะเข้าไปทำความเคารพ St.Stephen's Basilica (โบสถ์นักบุญสตีเฟ่น) ภายนอกดูอลังการ คล้ายกับหลายๆ โบสถ์ในยุโรป
จะต่างจากโบสถ์ที่อื่น ก็ตรงที่ โบสถ์นี้ มัน-ใหญ่-มาก
และเป็นโบสถ์สำคัญที่สุดในประเทศประหนึ่งวัดพระแก้วของประเทศไทย ที่นี่ใช้เวลาสร้างไม่นานมาก แค่ 50 กว่าปี หมดสถาปนิกไปแค่ 3 คน... มาพร้อมกับศิลปะหลากสไตล์ นีโอคลาสสิคแล้ว ต่อด้วย นีโอเรอเนสซองส์
เวอร์ชั่นโบสถ์ท่านสตีเฟ่นที่เห็นนี้ไม่ใช่ของเก่าของแก่ เพราะผ่านศึกมาโชกโชน ทั้งสงครามโลก พายุ และแผ่นดินไหว จนโมดิฟายด์ไปหลายรอบ เพิ่งจะเสร็จไปล่าสุดก็ปี 2003 นอกจากทำหน้าที่โบสถ์อันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ที่นี่ยังเป็นเวทีคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิค สนนราคาไม่แพงเท่าไหร่ สามสิบกว่าๆ ยูโร (อ้อ แต่ที่ใช้สกุลเงิน HUF หรือ เงิน Forint นะ) แล้วข้าพเจ้าก็พลาดไม่ได้ดูอีกแล้ว -_-'
อยู่ในโบสถ์จนรู้สึกออร่าศักจับ
ก็ออกเดินทางต่อไป.....
สถานีถัดไป เดินตัดสวนสาธารณะ Szabadsag ter และ Kossuth ter มาจ๊ะเอ๋กับ รูปปั้นชายใส่หมวดที่ชี้แขนไปทางรัฐสภา (ว่ากันว่า เป็น ท่าผู้นำเลนิน) .... เดินไปเดินมาจนถึง "รัฐสภา" ของประเทศฮังการี แล้วก็ปรากฏว่า เจ๊ลืมเช็คเวลาปิด เขาปิดทำการวันจันทร์จ๊ะ เศร้าเลย.... จึงเดินเร่ร่อนต่อไปตามถนนสายหลักในเมืองบูดาเปสต์
ครึ่งชั่วโมงถัดมา ก็มาหยุดอยู่ที่ โอเปร่าเฮาส์ของฮังการี....... หน้าตาข้างนอก คล้ายๆ กับโอเปร่าการ์นิเย่ส์ในปารีสเลย อืม.. ก็เขาไปก๊อปปี้มาเป๊ะๆ เลยนี่นา
ตึกนี้สร้างเสร็จและเปิดใช้ในปี 1884 ... ถ้าเทียบกับฝรั่งเศส ตอนนั้นเขาก็ปฏิวัติกันมาร้อยกว่าปีแล้ว แต่แถวนี้ยังเน้นความหรูหรากันอยู่ อาคารทรง นีโอ-เรอเนสซองส์ เป็นที่ต้อนรับศิลปินดังๆ ในโซนยุโรป เริ่มตั้งแต่ เฮียกุสตาฟ มาร์เลอร์ / ปุชชินี / Richard Strauss และนักดนตรีชาวฮังการเรียนมากมาย แป้งจี่แอบเชียร์เอาไว้ ว่าอย่าพลาด ต้องมาดูโอเปร่าที่นี่ให้ได้ ไหนๆ ก็ได้มาแล้ว... เราก็หงึกๆ พยักหน้าไป.. สุดท้าย ก็ไม่ได้มาอีก (นับเป็นช่วงกำลังกินแกลบจริงๆ -_-')
เมื่อไม่ได้เข้าไปดูรัฐสภา ก็ขอดูโรงโอเปร่าชดเชยละกัน ซื้อตั๋วเข้าชมและตั๋วไกด์น้ำเที่ยว ได้เวลานัด ตอนบ่ายสาม สำหรับไกด์นำเที่ยวภาษาอังกฤษ... เวลา ขณะนั้นเพิ่งจะเวลาแค่สิบเอ็ดโมงเช้า.... เลยเดินแกร่วๆ ลัดเลาะขึ้นรถรางข้ามไปฝั่งบูดา เดินเลียบแม่น้ำดานูบทั้งฝั่งบูดา และฝั่งเปสต์ (สรุปเลาะแม่น้ำกันทั้งสายเลย) ในวันที่ฟ้าเป็นสีเทา อากาศหนาวๆ แตะเลขติดลบ และตัวคนเดียว นับเป็นวันที่แกร่วๆ วันหนึ่งของข้าพเจ้าเลย... เดินอ้อมโลก ขึ้นเขา ลงเขา ข้ามสะพานชาร์ลส์กลับมาอีกฝั่ง ฝากรอยเท้าไว้จนพรุนทั่วเมือง เหมือนจุดมุ่งหมายจะมีแค่ ฆ่าเวลาให้หมดๆ ไป รอที่จะเข้าโอเปร่าเฮาส์อย่างเดียว.... นับเป็นความเศร้าและวิธีฆ่าเวลาที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง.... เมื่อแสงอาทิตย์หายไป... อารมณ์บางอย่างก็หายไป.....
สถานีรถไฟใต้ดิน และขบวนรถไฟที่นี่ บรรยากาศเหมือน โรงหนัง(รุ่นเก่าก่อนปรับปรุง) สกาล่าผสมกับลิโด้และสยาม...
ตัวอาคารเก่าๆ รถไฟเน่าๆ เก้าอี้เหม็นๆ (บางตัว) ทำให้รู้สึกอึดอัด หวาดระแวง เหมือนมีใครจ้องอยู่ตลอดเวลา (ผีคอมมิวนิสต์หลอกซะแล้ว...)
ก็บอกแล้วว่าเดินทั้งเมืองจริงๆ แวะมาเซอร์เวย์ สำรวจดินแดนด้านนอกอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการี แถวๆ บ้านแป้งจี่กันเลย (อยู่กทม. ยังไม่เคยเดินได้ขนาดนี้เลยแฮะ)
(ธงชาติอิตาลี เอ้ย... ฮังการี่)
จนใกล้จะถึงเวลาบ่ายสาม
ฟ้าก็เริ่มมืดกว่าเดิม เหมือนเวลาทุ่มนึงที่กรุงเทพฯ.... คุณไกด์แนะนำตัว พร้อมกับนักท่องเที่ยวอิสระสิบกว่าชีวิต เริ่มตำนานของจริงกันแล้ว
คุณไกด์เล่าให้ฟังว่า โรงละครโอเปร่าหลังนี้ ได้รับเงินสนับสนุนจากจักรพรรดิ Emperor Franz Joseph of Austria-Hungary (สมัยก่อน ออสเตรีย-ฮังการี เป็นประเทศเดียวกันค้าบบ) ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของคีตศิลป์ฝั่งยุโรปตะวันออก
ด้วยความจุของที่นั่งผู้ชม พันสองร้อยกว่าที่นั่ง และเป็นอาคารที่มีระบบการควบคุมเสียงเจ๋งเป็นอันดับสามในยุโรป (ต่อจาก ลา สกาล่า ของอิตาลี และ ปาเล่ส์ การ์นิเย่ส์ ในปารีส)

อาคารด้านในหรูหราหมดจด ที่สวยเด็ดๆ ก็คือเพดานโค้ง ด้านในส่วนที่แสดงคอนเสิร์ต ก็แหงนคอมองภาพบนเพดานกันจนเมื่อยไปเลย (โรงละครในปารีสเป็นรูปฝีมือคล้ายเด็กอนุบาลวาดเพดาน-- แต่เวอร์ชั่นภาพวาดบนเพดานของที่นี่สวยหรูหราสมสถานที่)
อาคารด้านในหรูหราหมดจด ที่สวยเด็ดๆ ก็คือเพดานโค้ง ด้านในส่วนที่แสดงคอนเสิร์ต ก็แหงนคอมองภาพบนเพดานกันจนเมื่อยไปเลย (โรงละครในปารีสเป็นรูปฝีมือคล้ายเด็กอนุบาลวาดเพดาน-- แต่เวอร์ชั่นภาพวาดบนเพดานของที่นี่สวยหรูหราสมสถานที่)
(นักดนตรีออเคสตร้า...กลายเป็นชนชั้นต่ำ ต้องลงไปซ่อนผู้ชม เล่นดนตรีกันข้างล่าง เพื่อไม่ไปบดบังบรรยากาศการชมละครบนเวที.. น่าสงสารจริงๆ)
ได้มาเดินเที่ยวโรงละครโอเปร่าเป็นที่ที่สองแล้ว ก็ได้สติ คิดได้ว่า รอบหน้า เก็บตังค์ค่าบัตรเช้าชมสถานที่ เอาไปจ่าย ค่าบัตรชมละครโอเปร่า น่าจะคุ้มค่ากว่าแล้วล่ะ :P
หมดเวลาทัวร์ด้านใน ออกมาด้านนอกเจอความมืดสนิท... ก็ยังไม่ถึงเวลาที่คุณเพื่อนจะเลิกงาน เลยหาโอกาสไปช้อปปิ้งเล่นแถวบ้าน แต่ไม่เจออะไรเลย.... มีแค่ร้านขายของมือสอง คุณเธอก็ไม่หมดอารมณ์ชอป กลับได้ถอยรองเท้าบู๊ธนิ่มๆ คู่ละ ประมาณสิบยูโร ได้มาอีกแน่ะ -_-'
สิ้นสุดการเดินทางเรื่อยเปื่อยวันนี้ ด้วยอาหารเย็นทำมืออร่อยๆ ที่บ้านคุณนายแป้งจี่
No comments:
Post a Comment