ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยอยู่บ้านติดต่อกันนานขนาดนี้มาก่อน มีออกไปนอกบ้านก็แค่ไม่เกินสิบนาที ทิ้งขยะ แล้วก็ไปแฟมิลี่มาร์ตใกล้ๆ ที่เหลือก็นั่งแปะอยู่บนเก้าอี้ บริหารกำลังนิ้ว ตา และสมอง อย่างเดียว จะว่าเบื่อมันก็ไม่เบื่อ วันนี้เป็นวันที่ห้่าและวันสุดท้ายแล้ว ที่ต้องอยู่บ้าน (ก่อนไปทำงานอีกสองวัน แล้วมาหยุดเสาร์อาทิตย์ต่ออีก :P) ก็เพราะพระคุณของคุณธีสิส ที่จะว่าไปก็มีข้อดีเหมือนกัน ที่ทำให้ได้เอาภาษาญี่ปุ่นมาทบทวนอีกที เราไม่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเวอร์ชั่นซีเรียส มานานมากแล้ว โชคดีที่เลือกทำหัวข้อที่เกี่ยวกับญี่ปุ่่นบ้างเลยได้รื้อฟื้นคำศัพท์ ภาษาที่ไม่ได้ใช้เอามาประดับสมองอีกครั้ง
อยู่บ้านไม่ออกไปไหนก็ประหยัดไปได้มาก ทำกับข้าวกินคนเดียว วันละสามมื้อ ได้นอนชิลล์ดูซีรี่ส์ที่โปรดปราน เครื่องดื่มประจำห้าวันที่ผ่านมาคือกาแฟบุฟเฟ่ต์ ดื่มไม่มีหยุด หน้าไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องประดิดประดอยกับเสื้อผ้าที่ใส่ เอ หรือเราจะกลายเป็นโรค Otaku ไปแล้ว ที่กำลังเสพติดการทำธีสิส (โม้ละนั่น) แต่ก็เรียกโรคนี้ไม่ได้เพราะไม่ได้ติดเกมส์ หรือการ์ตูน ก็แค่ติดบ้าน ไม่อยากออกไปไหน...
พออารมณ์ปั่นงานเริ่มจะมากเข้า ก็เริ่มฟุ้งซ่านหาเรื่องเที่ยว พาลคิดวางแผนถึงอนาคต เตรียมเที่ยว(อีกแล้ว) เพราะสิ้นปีนี้ก็ต้องกลับเมืองไทยเป็นการถาวร จะได้กลับมายุโรปอีกไหม ไม่มีใครรู้อนาคต แต่ก็เดาได้ว่าคงอีกนาน เลยต้องคำนวณเงินทองที่คาดว่าจะมีเหลือในอีกสองเดือนข้างหน้า อืมม หน้าหนาวไปไหนดีหว่า อังกฤษ สกอตแลนด์ ฮังการี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ กรีซก็อยากไปแต่หน้าร้อนคงจะสวยกว่าเยอะ ฯลฯ สงสัยอาจต้องตัดใจไม่ได้ซื้อกล้องใหม่แน่เลย เที่ยวก่อนละกันเนาะ

ส่วนซีรี่ส์ที่ติดหนักๆ ช่วงนี้คือ How I met your mother ชอบจริงๆ เรื่องนี้ ถ้าใครไม่เคยดูก็ขอแนะนำ "อย่างแรง" ที่ทำให้อมยิ้มได้ไม่หยุดก็คือคุณบาร์นนี่ เฮียเขาเจ๋งจริงๆ ใครอยากดูฟรี ก็คลิกที่นี่เลย http://watch-series.com/serie/how_i_met_your_mother
พอคลิกเลือกตอนที่จะดูแล้วก็ ให้เลือกดูจาก Megavideo ภาพคมชัด ไม่ต้องโหลดมาเก็บไว้ให้เปลืองฮาร์ดดิสก์ (จะโดนจับไหมเนี่ย) อันไหนดี(แต่ผิดกฎหมาย)จริงก็เอามาแนะนำกัน
แล้วอยู่ดีๆ พออยู่คนเดียวนานๆ ความฟุ้งซ่านก็บังเกิด เริ่มเวิ่นเว้อ นั่งมองไปนอกหน้าต่าง คิดถึงเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาในชีวิต ทำไมชีวิตเราในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมานี้ ถึงได้เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นได้มากเหลือเกิน.... โรค Nostalgia มันก็มาเลยจากการเปิดดูรูปเก่าๆ เลยขอเล่าสไตล์ How I met Japan... บ้างดีกว่า
เรื่องมันเริ่มตั้งแต่
May 1999 เอ็นท์ติดแล้ว
ไม่รู้จะเลือกเรียนภาษาอะไรเป็นเอกดี ชอบภาษาฝรั่งเศสแต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรกิน แว่วจากรุ่นพี่ๆ มาว่า เอกญี่ปุ่นหนักสุด โหดสุด ทรมานที่สุด แต่ทุนเยอะ เรียนจบมีงานทำแน่ เอาก็เอาวะ อะ อิ อุ เอะ โอะ เขียนยังไงก็ยังไม่รู้เลย แต่ตอนนั้น ประมาณเพิ่งจบม.ปลาย(กศน.) ไฟแรงสูง โรคชอบเอาชนะก็เป็นชนวนให้เลือกเรียนสายนี้ตั้งแต่ตอนนั้น... ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ปิยะจิต คอยขู่ คอยปลุกใจอยู่ทุกวัน (ด้วยเทคนิคส่วนตัวสไตล์โหดมันฮา) ก็คงไม่มีวันนี้.............
สัปดาห์แรกของการเปิดเทอม แทบจะสลบอัดเข้าไปเต็มๆ ตั้งแต่ あ い う え お ภาคฮิรากะนะ คาตาคะนะ ศัพท์พื้นฐาน ที่สั่งให้ท่องจำทั้งหมด รวมไปถึงประโยคพื้นฐานห้าแบบ อาจารย์บอกว่า ให้เวลาทบทวนหนึ่งสัปดาห์อาทิตย์หน้าสอบนะคะนิสิต เอกญี่ปุ่นรับได้แค่สามสิบคน มีแปดสิบที่นั่งเรียนอยู่ ยังไงก็พยายามๆ กันหน่อยนะคะ พอถึงวันสอบ เหลือคนมานั่งสอบแค่สามสิบเก้าคน ... (อันนี้ฮาจริงๆ ด้วยอิทธิฤทธิ์ไซโคนิสิตทุกวันของอาจารย์ปิยะจิต) เทอมแรกที่เรียน วันเสาร์อาทิตย์ก็แทบไม่ได้ไปไหน นั่งคัดการบ้านคันจิ อาทิตย์ละ สามสิบถึงสี่สิบตัว ตัวละยี่สิบจบ ...
แล้วเทอมแรกก็ผ่านไปด้วยอาการเบลอๆ งงๆ นี่ฉันเรียนไรมาเนี่ย ทำไมไม่รู้เรื่องเลย เทอมสองผ่านไป จนจบปีสามก็แล้ว เรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง เจอคนญี่ปุ่นก็พูดไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังเอ็นจอยชีวิตได้อยู่ เพราะจะสอบอะไรก็อ่านอันนั้นแหละ
แล้วก็ถึงวันที่ท่านแม่เอาใบสมัครทุนโรตารี่มาให้บอกว่า ไปญี่ปุ่นซะนะ เราก็งงๆ บอกที่มหาลัยก็มีทุนแลกเปลี่ยนให้ไปตั้งเยอะตั้งแยะรอก่อนละกัน แต่ไหนๆ แม่ก็อุตส่าห์ไปจัดการมาให้แล้ว ก็ลองสมัครดูแล้วกัน ผ่านไปเกือบสี่เดือน รู้ผลว่าได้ไปเป็นคนที่สามในคลาส ลองจากคุณเอที่ไป Osaka ตั้งแต่ปีสามแล้ว ต่อด้วยมุกและนกที่ไป Okinawa.... หลังจากเราก็มีปุ๊ก และเชอรี่ ณ Nagoya กิ๊ปปุและจอย ณ Saitama หมูแดง ณ Kanazawa นิวจัง ณ Tokyo และท้ายสุด นัตโตะ ที่ Sapporo... แต่ละคนไปอยู่หนึ่งปีเต็มกันหมด ยกเว้นเราที่ได้ไปอยู่หกเดือน แต่ที่พิเศษกว่าชาวบ้านเขาก็คือการได้อยู่กับโฮสท์แฟมิลี่ที่ Wakayama แล้วเวลาก็ผ่านไปแบบติดปีก ... ทั้งแก๊งส์มีสัญญาใจนัดเจอกันที่ฮอกไกโดช่วงปิดเทอมฤดูหนาว

Dec 2002 ฉลองปีใหม่เป็นครั้งแรกที่ฮอกไกโดญี่ปุ่น กับเพื่อนๆ เอกญี่ปุ่นที่มาเรียนด้วยกัน ทำให้ต้องจองตั๋วนั่งรถไฟสายโรแมนติค (เพราะถูกสุด) ที่วิ่งเที่ยงวันจากโอซาก้าไปถึงซัปโปโร(ฮอกไกโด) แปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนนั้นยังอยู่แค่ปีสี่ ที่ชีวิตในอนาคตไม่รู้จะไปทางไหน จะทำงานอะไรดี ก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "ถ้าเรียนจบแล้ว ก็อยากทำงานที่ได้ไปเที่ยวหลายๆ ประเทศ ชอบงานบริการเอาอกเอาใจผู้คน ที่ไม่ใช่นั่งออฟฟิศ" แล้วพี่แต้วพี่สาวที่น่ารักตลอดกาลก็พูดขึ้นว่า "ที่พูดมาเนี่ย อาชีพแอร์ฯ เลยน้อง" หลังจากทริปนั้นก็ขมักเขม้นทำงานพิเศษเก็บตังค์เที่ยวคันไซ โอซาก้า โกเบ เกียวโต นารา โตเกียว ฯลฯ เพราะในใจคิดว่า "เที่ยวเต็มที่เลยแก เพราะคงจะไม่ได้มาญี่ปุ่นอีกแล้ว"

Mar 2004 หนึ่งปีกว่าๆ หลังจากวันที่พี่แต้วแนะนำทำนายอาชีพให้.... ก็มีดูดวงไพ่ยิบซีกับรุ่นน้องกระเทยที่โต๊ะอักษร น้องทำนายว่า น้องจะได้ทำงานที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศนะคะ (ก็แหงดิ เรียนอักษรนะ) วันสอบวันสุดท้ายก็ผ่านพ้นไป วันนั้นรู้แล้วว่า สอบสัมภาษณ์แอร์ผ่านรอบแรก...แม่นจริงแฮะ

Dec 2004 รู้ตัวอีกทีก็มาถึงเดือนสุดท้ายของการเทรน(เพื่อเป็นแอร์) มาอยู่โตเกียวสองสัปดาห์เพื่อ Safety Training และกองหนังสืออีกมหึมาที่ทุกคนถึงกับเอาชีวิตไม่รอด เพราะต้องอ่านต้องทวนกันทุกคืน จำให้ได้สอบให้ผ่าน ไม่ผ่านก็กลับบ้านไป นึกๆ ก็ขำดีกับเนื้อหาที่เรียน นั่งท่อง แผนผังเครื่องบิน ตำแหน่งของเครื่องดับเพลิง กระป๋องออกซิเจน กระเป๋ายา ว่าอยู่ประตูไหนบ้าง เปิดประตูได้กี่แบบ ชื่อยา อาการของโรค วิธีปฐมพยาบาล ปั๊มหัวใจ CPR วิธีใช้เครื่อง AED ภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ตอนเกิดเหตุฉุกเฉิน 大丈夫、落ち着いて、頭を下げて、ハイヒールを脱いで、เออเว้ย ยังจำได้แฮะ ฯลฯ

เทรนจบก็ได้กลับบ้าน... ช่วงนั้นชีวิตหรรษามากมาย กับเพื่อนๆในคลาสเกือบสี่สิบชีวิต กิน นอน เที่ยวด้วยกัน .. (คิดถึงพวกแกว่ะ) จากนั้นก็บินไปบินมาญี่ปุ่นแบบนับไม่ถ้วน อีกเกือบปีครึ่ง แล้วก็ลาออกไปทำงานออฟฟิศ กับบริษัทญี่ปุ่น(อีกครั้ง) หลังจากพ้นโปรได้ไม่นานก็ได้มาญี่ปุ่นอีกรอบ คราวนี้ได้มาเยี่ยมบริษัทแม่ ดูศูนย์วิจัย โรงงานผลิต ได้ใช้คำว่า Business Trip เป็นครั้งแรกในชีวิต

Sep 2006 ไฟลต์แรกที่ได้กลับมาญี่ปุ่น ได้นั่ง JAL ในฐานะผู้โดยสารจริงๆ ที่ไม่ใช่ D/H (Deadhead แอร์ที่ไม่ต้องทำหน้าที่ แต่ได้นั่งเป็นผู้โดยสาร) ทว่า รอบนี้ด้วยบุญบารมีของคนรู้จักเลยได้ขยับมานั่ง C class ยังจำอาหาร จำขั้นตอนที่เสิร์ฟได้เป็นอย่างดี รู้ดีว่าขอหม่ำอะไรได้ฟรี ควรจะขอตอนไหนถึงจะกวนใจคุณแอร์โฮสเตสได้น้อยที่สุด ฯลฯ และไฟลต์นี้เองก็ได้เจอกับพี่แอร์ที่เคยดูแลเราตอนบินเป็น OJT ไฟลต์แรกเมื่อสองปีที่แล้ว (บังเอิญจริงๆ)

ลาหยุดอีกสองวันเพื่อได้เที่ยวต่อ โชคดีที่ได้เจอเพื่อนๆ ที่เป็นแอร์อีกครั้ง ที่โรงแรมแถวนาริตะ ที่นี่เคยได้พัก เต้นแอโรบิค ได้ทำกับข้าว ทำสุกี้กินกับเพื่อนๆ บ่อยๆ แล้วมันก็วกกลับเข้ามาในความทรงจำอีกที

Oct 2006 ก็ได้มาอีกที คราวนี้ลงใต้มาฮิโรชิมาเป็นครั้งแรกกับที่บริษัท...
หลังจากทริปนั้น ก็ไม่คิดอีกเลยว่าหลังจากนั้น Jan 2009 หลังจากนั้นอีกสามปีจะได้กลับมานี่อีกที พิมพ์มาถึงตรงนี้ ก็นับได้ครบรอบปีที่สิบพอดีนับตั้งแต่เริ่มเรียนอะอิอุเอะโอะ เป็นสิบปีที่ได้ชีวิต(บังเอิญ) เดินทางแทบไม่มีหยุด มีอะไรเข้ามาในชีวิตมากมาย เพราะ Butterfly Effect ทุกเหตุการณ์มันมีที่มาและที่ไป ...... ถ้าเราไม่ได้ทำแบบนี้ ก็คงไม่เกิดอะไรแบบนั้น... สำคัญสุดก็คือ การที่ได้รู้ว่าอะไรๆ ก็เกิดได้กับชีวิตทั้งนั้น และหลายครั้งที่มันดูเหมือนเป็นเพราะความบังเอิญ แต่ข้างหลังก็มีตัวแปรมากมายซ่อนอยู่ ถ้าเราไม่ใส่ความดันทุรังเข้าไป ถ้าเราไม่ได้รู้จักคนนี้ ถ้าเราไม่เป็นเพื่อนของเพื่อนของคนนั้น ถ้าเราไม่ได้เอ่ยปากถามหน้าด้านถามออกไป ถ้าเราไม่ได้ตามเพื่อนไปสมัคร ถ้าเราไม่ส่งอีเมล์ไปถามคนโน้น ถ้าเราไม่อ่อนแอในตอนนั้น ถ้าเราไม่หนักแน่นกับการตัดสินใจ ถ้าเรา ฯลฯ... ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรลงไปในอดีต ก็คงไม่ได้ทำให้มีปัจจุบัน หลายอย่างทำให้ดีใจและคิดไม่ผิดที่ทำลงไป แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ยังนั่งเสียใจลึกๆ กับสิ่งที่ได้ทำลงไป แต่ชีวิตมันก็คือชีวิต ... "ไม่มีชีวิตของใครที่ดีที่สุด"
สุดท้าย ก็เหลือแค่ "ตัวเรา" และ "โชคชะตา"
สองตัวแปรหลักในชีวิต ที่จะพาเราไปต่ออีกสิบปีข้างหน้า...
หลังจบชีวิตม.ปลาย สิบปีที่ผ่านมาก็เป็นแบบที่เล่ามาในบล็อกอันยืดยาววันนี้เนี่ยแหละ
แล้วการเดินทางของเราอีกข้างหน้า มันกลายเป็นแบบไหน ไว้อีกสิบปีจะมาสรุปให้ฟังกันอีกที
ที่เล่ามาหมดเนี่ย ใจความสำคัญที่สุดก็คือ "ไม่มีใครรู้อนาคต"

No comments:
Post a Comment