-- หมดเวลาสนุกแล้วสิ --

สบายจนเคยตัวมาห้าวันเต็ม พอถึงเย็นวันพุธ วันหยุดยาววันสุดท้าย โชคดีได้ออกไปพบปะกับผู้คนเขาบ้าง คุณน้องหนุนเพื่อนคนไทยคนเดียวที่มีในบริษัทนี้ (แต่ตอนนี้คุณน้อง ครบวาระกลายเป็นอดีตอินเทิร์นไปแล้ว) โทร.มาจองคิวตั้งแต่สัปดาห์ก่อน บอกว่า พุธนี้กินข้าวเย็นกันนะพี่ นานๆจะลง(จากเซ็นได) มาโตเกียวซะที ..... "โอเคจ๊ะ"


สถานที่นัดเจอ สถานีรถไฟ Yokohama เอ่อ.... สถานีนี้มันใหญ่จริงๆ กว่าจะเจอที่นัดพบก็แทบเป็นลม ตอนแรกนึกว่าว่าวันนี้จะเป็นแก๊งค์ใหญ่ ไปๆมาๆ กลายเป็นเหลือแค่สี่คน รวมริเอะ และอากิ คนญี่ปุ่นที่มาพบรักกันตอนคุณริเอะที่เรียนโทวิดวะอยู่ที่เยอรมันมาสามปีแล้ว แล้วก็มาฝึกงานที่นี่ เฮียอากิก็อยู่นี่ทำงานมาแล้วสามปี ... ริเอะ อากิ แล้วก็น้องหนุนทำงานอยู่ที่บอช ที่โยโกฮาม่า เพราะความที่โลกกลม เลยทำให้ได้รู้จักน้องหนุนตั้งแต่เมื่อต้นปี (เพราะได้ห้องพักใกล้ๆ กัน) ก็เลยได้ไปรู้จักริเอะกันตามระเบียบ




ก่อนจะเริ่มหม่ำ ก็ต้องแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของเข้าบ้านกันก่อน เมนูวันนี้คือ กิมจินาเบะ (นาเบะ = หม้อ) เป็นเมนูสุขภาพสุดๆ ผักนานาชนิด เต้าหู้และหมูอีกสองแพคยักษ์ (ช่วงนี้เนื้อสัตว์เริ่มจะเกินลิมิตละ) หมูและเนื้อที่นี่มันอร่อยจนหยุดไม่ได้จริงๆ ไม่รู้เลี้ยงด้วยอะไร อร่อยนุ่มเคี้ยวเพลินเกินห้ามใจ (เว่อร์อีกละ..)


คู่สวีตแห่งปี


แล้วก็เดินๆ ต่ออีกสิบนาทีก็มาถึงบ้านเฮียอากิ ห้องกระทัดรัดน่ารักดี ลมก็โกรกสบายเพราะเป็นห้องหัวมุม มีหน้าต่างสองด้าน จากนั้นก็ได้เวลาทำกับข้าว จริงๆ ไม่เรียกว่าทำหรอก เพราะเตรียมอย่างเดียวจากนั้นก็โยนลงหม้อ ... แต่คนที่นี่เขามีธรรมเนียมจัดหม้อให้น่ารับประทาน


ฝีมืออากิ คนจัดหม้อ


หลังจากนั้นก็..... อิ่มและอืด (คงไม่ต้องบรรยายมาก)

เหมือนได้พักผ่อนจริงๆ บอกสามคนไปว่า ขอบคุณมากๆ ที่ชวนเราออกจากห้องขัง หลังจากอยู่คนเดียวมาห้าวันไม่ได้พูดคุยกับใคร (อาหารค่ำวันนี้พวกเธออาจจะหูชาได้นะ) ไม่ได้สนทนาญี่ปุ่นมานานมากกกก ดีที่ได้น้องหนุนมานั่งข้างๆ ตอนไหนนึกคำไหนไม่ออก ก็ได้น้องหนุนเนี่ยแหละ ช่วยแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกรอบให้สองคนฟัง เฮ้อ ได้เห็นคุณค่าของภาษาแม่ ของการได้ทำงานกับคนไทย ก็วันนี้เนี่ยแหละ เพราะตั้งแต่มานี่ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาไทยเท่าไหร่ เวลาคุยกับคนญี่ปุ่น คนเยอรมัน บางทีก็รู้สึกเหมือนน้ำท่วมปาก พูดได้คุยได้ แต่ก็นะบางทีเหมือนคำที่ใช้ ไม่ค่อยจะสื่ออารมณ์ที่อยากจะบอกได้เต็มร้อยซักเท่าไหร่ บางครั้งใช้คำผิดแบบไม่รู้ตัว ก็ทำให้เพื่อนอารมณ์ดีได้ซะงั้น หัวเราะก๊ากกับความหมายประหลาดๆ ของเรากันใหญ่

-_-' เออ ไม่เก่งมั่งให้รู้ไป เพราะจะว่าไปในบรรดาคนยุโรปทั้งหมดถ้าไม่นับคนอังกฤษ คนเยอรมันเป็นชาติที่พูดอังกฤษได้เป๊ะแกรมม่าร์ แล้วก็ฟังรู้เรื่องมากสุดละ ยกเว้นบางที ก็มีหลุดออกเสียงประหลาดๆ มาเหมือนกันเช่น พวกตัว R เวลาพูดคำว่า room ก็จะพูดคำว่า "คูม" หรือ museum ก็หลุดมาประมาณ มูเซอุ้ม คนฝรั่งเศสก็ขำไม่น้อย ประมาณทำตัว h ให้กลายเป็นเสียง h muet... ออกเสียง อ อ่างซะหมด .... น้องยอง (คนเกาหลี ที่ฝึกงานแผนกเดียวกัน กลายเป็นซี้สุด เพราะทำงานด้วยกัน กินข้าว กลับบ้าน ห้องพักอยู่ห่างกันสี่วินาที) เจ๊บอกว่า ต้องอันนี้เลย เพื่อนเขาอยากพูดคำว่า I hate you ไปๆ มาๆ กลายเป็น I eat you ..... ท่าทางจะเกลียดจริงๆ
เริ่มจะเพ้อนานก็กลับมาเรื่องกินต่อ อยู่ดีๆ เฮียอากิก็ภูมิใจเสนอ หยิบนิตยสารท่องเที่ยวญี่ปุ่น เปิดมาอวดรูปแฟน เพราะริเอะได้เป็นนางแบบรับเชิญถ่ายรูปลงหนังสือ (หลายหน้าด้วยค่ะพี่น้อง) กรี๊ดกร๊าดกันไปตามระเบียบ


พอสามทุ่มครึ่ง น้องหนุนก็ได้เวลาขึ้นรถบัสกลับต่างจังหวัดซะที ส่วนข้าพเจ้าก็
.... หมดเวลาสนุกแล้วสิ .....
วันพฤหัส ก็ทำงานตามเวลาที่เคยทำไปตามปกติ แต่ไหงรู้สึกเหนื่อยสุดขีด ประมาณว่าหยุดมาห้าวัน ร่างกายผ่อนคลายสุดๆ พอเริ่มทำงานวันแรก กลับถึงบ้านก็นอนแผ่หมดแรงไปเลย



แต่วันศุกร์นี่ สุดยอด เกิดวิกฤตการณ์เด็กขี้เกียจแต่เช้า นาฬิกาปลุกตั้งแต่เจ็ดโมง แต่กดทิ้งแล้วตั้งใหม่ ลืมตาตื่นอีกที นาฬิกาบอกเวลาแปดนาฬิกาห้าสิบหกนาที (ตอนตั้งนาฬิกาใหม่ก็ไม่มีดูให้ดีอะ) โอแม่เจ้า... ตาลีตาเหลือกตื่นมาทำอะไรทุกอย่างเสร็จภายในเวลาสิบห้านาทีซัดนมไปหนึ่งแก้ว แล้วรีบเผ่นออกจากบ้าน ก็นั่งขำตัวเองอยู่ทั้งวัน ว่าทำเข้าไปได้ สถิติเวลาสิบห้านาทีเนี่ย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วปกติก็หนึ่งชม.เต็ม กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จ ตั้งแต่ตื่นนอน บิดขี้เกียจ เปิดเพลง ต้มน้ำ อาบน้ำ แต่งหน้า ทำผม ทำข้าวเช้า (ขนมปัง หมูแฮม ไข่ดาว สลัด กาแฟ) เรื่องกินนี่เรื่องใหญ่มาก หม่ำไม่ครบก็ไม่ออกจากบ้านอะ ... ดีนะเนี่ยที่เป็นระบบ flex-time ไปสายได้ถึงสิบโมงครึ่ง แต่ก็แอบเซ็งคุณ"ความขี้เกียจตื่น"



แล้ววันนี้ก็เป็นวันแรก ที่คุณน้องเจเรมี่มาฝึกงานที่แผนก ถ้าใครเคยอ่านตอนก่อนหน้านี้ ก็คงจะจำกันได้ว่า แฟร์เวล บ๊าย บายชีวิตอินเทิร์นกันไปแล้วตั้งแต่เมื่อต้นปีช่วงกุมภา ไฉนกลับมาทำงานอีกรอบ ก็อารมณ์ไหนไม่ทราบ เจ้านายรับกลับมาฝึกงานใหม่อีกครั้ง ก็บวกเข้าไปอีกหกเดือน ก็สนุกดี เหมือนเพื่อนเก่ากลับมาเจอกันอีกรอบ ตอนนี้ในแผนกกลายเป็นมีเด็กฝึกงานสี่คน เรา ยอง เจเรมี่ แล้วก็เอริก้า ลูกครึ่งเยอรมันญี่ปุ่นที่กำลังจะกลับเยอรมันอาทิตย์หน้าแล้ว ขอเล่าแถมอีกหน่อยว่า ยองกับเจเรมี่เป็นเพื่อนซี้กันมาก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่เมืองโอตารุ ฮอกไกโด เมืองที่ประทับใจมาก ยกตำแหน่งเมืองที่โรแมนติคที่สุดในญี่ปุ่นให้ไปเลย ยองมีแฟนเป็นคนไอซ์แลนด์ และคุณเจมีแฟนเป็นสาวญี่ปุ่น เพื่อนๆ รอบด้านเรานี่โกอินเตอร์ด้านความรักกันกว่า 60% เลยแฮะ ... ก็ขอบคุณน้องเจ ที่แนะนำยองให้ยื่นใบสมัครมาฝึกงานที่แผนกนี้ เลยกลายเป็นแก๊งค์หรรษาประดับออฟฟิศกันไป (แอบเสียดายเอริก้า จริงๆ น้องเอก็ฮากระจาย) เลิกงานวันนี้ยองและเราก็เลยไปเลี้ยง(แบบประหยัด)ต้อนรับคุณน้องเจที่มาทำงานเป็นวันแรก ขาดก็แต่แต่เอริก้าที่หลบไปพักร้อนที่อินเดียซะแล้ว เลยได้พาเพื่อนรวมทางอีกสามกระป๋อง Kirin Asahi Sapporo แถมด้วยซาละเปา และไส้กรอกจากแฟมิลี่มาร์ตแถวชิบุย่า เดินไปปักหลักปาร์ตี้เล็กๆ กันที่ทางเดินขึ้นสวนสาธารณะแถวนั้น อารมณ์ดิบๆ ใส่ชุดทำงาน ชุดสูท (ของคุณเจ) นั่งกันแหมะ ปาร์ตี้ตรงนี้ซะเลย อากาศช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี่มันเจ๋งจริงๆ


เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ก็ถึงเวลากลับบ้าน
แล้วก็ได้ปิดท้ายค่ำวันศุกร์ด้วย ป้าธีสิส ตามเคย
หมดเวลาสนุกจริงๆ แล้วสิ.......
Movie: Into the Wild


วันก่อนเห็นคุณเพื่อนแปะชมหนังเรื่องนี้ไว้ในเฟซบุ๊ก นึกขึ้นได้ว่าเอ๊ะ เราก็มีเรื่องนี้ในฮาร์ดดิสก์นี่นา ได้ฟรีมานานแต่ไม่เคยได้ดู ... พอดูจบก็เอาไปสิบดาวเลย
อยากลองทำอะไรแบบนี้ ในชีวิตซักครั้งจัง...

1 comment:

Oakyman said...

อากาศแบบเบียร์การ์เด้นไทยเลย
อยากปาร์ตี้แบบนี้มั่ง