หายไปนานจริงๆ กับบล็อกนี้ เราก็เป็นเราเหมือนเดิม ต่างไปแค่ถิ่นที่อยู่และภูมิลำเนา คราวที่แล้วมาโตเกียวตอนมกรากลับเบอร์ลินตอนเมษา ปิดเทอมตอนกรกฎา ที่ผ่านมาก็ไปร่อนเร่แถวเยอรมันทางใต้ และเหินฟ้าไปผจญภัยคนเดียวที่ปารีส เรื่องเกี่ยวกับที่ไปเที่ยวก็ขอพักไว้ก่อน ไว้เล่าอย่างละเอียดรวดเดียวเลย
มีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้นมากมาย กลับจากปารีสมาที่เบอร์ลินได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้รับข่าวร้ายว่า อาม่าจากโลกนี้ไปแบบไม่มีวันกลับ :( เพื่อกลับมาร่วมงานศพของอาม่า เลยเปลี่ยนแผนเปลี่ยนตั๋วจากเบอร์ลิน-โตเกียว เป็นเบอร์ลิน-กรุงเทพ กรุงเทพ-โตเกียว.. แล้วภายในสองวัน ก็มาอยู่ที่กรุงเทพแบบไม่คาดฝัน
การได้กลับบ้านไปหาครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ถ้าเป็นภาวะปกติคงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิตคนเรา แต่ถ้าได้กลับบ้านเพราะต้องสูญเสียสมาชิก คนสำคัญในครอบครัวไปแบบไม่มีวันกลับ... เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกจริงๆ
ชีวิตก็เหมือนใบไม้มีเกิดขึ้นมาใหม่และมีจากไป... คราวนี้ได้พบกับสมาชิกใหม่คนใหม่ล่าสุดของครอบครัว คุณหนู Maddie เจ้าหลานสาวตัวเล็กขวบเดียวที่บินตรงมาจากอเมริกา...
อยากอยู่กับที่บ้านและครอบครัวนานๆ แต่เสียดายที่อยู่เมืองไทยได้แค่อาทิตย์เดียว.....หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการและงานศพ ก็อย่างที่เจ๊เจินเจินเขาว่า 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน เราก็ไม่สามารถฝ่าฟืนลิขิตฟ้าและชะตาชีวิตได้ เลยต้องบินกลับมาฝึกงานที่โตเกียวตามสัญญาฝึกงานที่ไปเซ็นกับเขาไว้......
แล้วก็เหมือนโดดข้ามประตูของโดราเอมอน จากเบอร์ลิน-ปารีส-เบอร์ลิน-กรุงเทพ-โตเกียว กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งหลังจากผ่านไปแค่สี่เดือน โชคดีได้พักที่อพาร์ทเมนต์เดิมของบริษัท เพียงแต่แค่เปลี่ยนห้องจากชั้นสองมาอยู่ชั้นสาม
วันแรกที่บริษัท ได้เจอกับเพื่อนฝึกงานแก๊งค์เดิมๆ ที่เตรียมจะโบกมืออำลา แล้วก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ อีกมากมาย ตอนนี้เหมือนเด็กฝึกงานทั้งหมดจะมีแต่คนเยอรมันซะ 95% เหลือต่างชาติแค่ฝรั่งเศส คนไทย และอเมริกา ชาติละคน... ส่วนภาษาเยอรมันเราก็ไม่แข็งแรงแม้แต่น้อย -_-' เหมือนน้ำท่วมปากอยากเม้าท์ด้วยแต่ก็ฟังไม่รู้เรื่อง เฮ้อ...
ไม่อยู่แค่แป๊บเดียวกลับมาก็ได้เจอกับเจ้านายใหม่ชาวอิตาเลียนที่ท่าทางจะไฮเปอร์และทำงานสไตล์ขวานผ่าซากสุดๆ คนละขั้วกับเจ้านายเก่าชาวญี่ปุ่น อืม ก็ต้องคอยดูกันไปว่าจะเป็นยังไง
โต๊ะทำงานก็โดนมัตจัง(เจ้านายอีกคน) แย่งที่นั่ง เปลี่ยนจากเดิมนั่งโต๊ะที่หันหลังให้กระจก อยู่ในมุมที่ไม่มีใครเห็นจอคอมพิวเตอร์เรา มาอยู่โต๊ะทำงานในตำแหน่งที่เป็นสาธารณะสุดๆ ก็ดีที่ได้วิวฟ้าสวยๆ ข้างนอกให้มองเล่นเวลาปวดลูกตา โอกาสจะอู้ก็ไม่มีเลย ทำให้ทำงานได้มีสมาธิมากขึ้น
เวลาจากนี้ไปคงต้องทุ่มให้กับการฝึกงานและวิทยานิพนธ์ที่หอบมาเขียนที่ญี่ปุ่นด้วย.. กว่าจะหลุดพ้นภารกิจก็คงจะเป็นช่วงต้นๆ ตุลาเลย... แล้วจะมาอัพเดทอีกทีแบบรายสามเดือนแล้วกันนะคะ
ป.ล ความรู้สึกของการกลับมาครั้งนี้ รู้สึกแปลกๆ กับการกลับมาอีกครั้ง มันเหมือนกับการนอนหลับไปสามสี่เดือน ตื่นขึ้นมาก็อยู่ที่เดิม.... ดูเหมือนอะไรๆ จะเหมือนเดิม แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่ ฤดูที่เปลี่ยนไป ห้องนอนไม่ใช่ห้องเดิม เจ้านายก็เปลี่ยนใหม่ เพื่อนร่วมงานก็หมุนเวียนไป เพื่อนที่สนิทก็โบกมืออำลากลับบ้านไป
.... แต่โตเกียวก็คือโตเกียวเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มีแต่ฤดูกาลที่เข้าสู่หน้าร้อนสุดขีด ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศก็ประมาณ 70-80% ตัวเหนียวกันสะใจไปเลย ก่อนกลับเบอร์ลิน ก็หวังว่าคงจะได้เห็นโมมิจิ คุณใบไม้ส้มๆแดงๆ ได้ถ่ายรูปมาฝากกันสักครั้ง เจอกันอีกที ตุลานี้นะ..
4 comments:
หวัดดีทราย
เสียใจด้วยนะเรื่องคุณยาย
ไปเที่ยวฝรั่งเศสดีมั้ย
ตอนนี้กลับไปโตเกียวแล้วใช่มั้ย
อยู่แถวไหนเนี่ย
เดือนหน้าพี่จะไปแล้วละ
เอาไว้อะไรลงตัวจะเมลไปหานะจ๊ะ
ไปฝรั่งเศสก็สนุกและตื่นเต้นดีค่ะ ตอนนี้ก็มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่โตเกียวแล้ว ทรายพักแถว Yokohama ค่ะ たまプラーザ駅 นั่งรถไฟจาก Shibuya มาก็ประมาณครึ่งชม.... กว่าพี่ฝนจะเข้าที่เข้าทาง ทรายคงส่งธีสิสเสร็จพอดี ไว้ไปเที่ยวกันนะคะ :)
อุ๊ย ทามะพลาซ่า เพื่อนบ้านหนิ (ต่างมิติเวลากันหน่อย)
ย่านยอดฮิตของคนไทยในโตเกียว..
Post a Comment