BudaPest #2





ผลพวงจากความบ้าพลังเมื่อคืนนี้
กว่าจะตื่นนอนกันก็หลังเที่ยงวันยันบ่ายเข้าไปแล้ว
(แฉกันเองซะตรงนี้เลย 5555)



ตื่นมาแล้วโอ้เอ้กันอยู่ทั้งคู่
จัดการอาหารเช้า (ณ เวลา 15.00 น.) เสร็จ
เร่งรัดพีเจรีบออกเดินทางพาอิฉันออกเที่ยวโดยด่วน




ก่อนตะวันจะตกดิน

เมื่อคืนผิดสูตรไปหน่อย ที่เริ่มทริปฮังการี




ด้วยสูตรผีเสื้อตระเวนราตรี... เลยหมดแรงตั้งแต่วันแรก -_-'










ก่อนแสงสว่างจะลับขอบฟ้า สองเราประเดิม




แวะจิบกาแฟที่ร้าน.............ร้านโปรดของคุณนาย
ขอพลังจากคาเฟอีนดึงกระชากหนังตาขึ้นกันก่อน
(เดี๋ยวน้ำท่วมลดแล้วจะกลับบ้านไปหาโพยมาแปะ ชื่อร้านให้นะ)


เราทั้งคู่ไม่เจอกันนานสิริรวมได้สามปีกว่า
ตั้งแต่เลิกอาชีพบริการค้างฟ้าในเวลาไล่เลี่ยกัน
พีเจได้ทุน Erasmus มาเรียนต่อปริญญาโท




ที่บูดาเปสต์และแมนเชสเตอร์





พอเรียนจบแล้ว เจ๊ได้งานทำต่อที่นี่เมืองบูดาเปสต์
บทสนทนาขนาดย่อมของเราสองคนเพิ่งได้เริ่มจริงๆ
ก็เมื่อคาเฟอีนตกถึงท้องหลังจากที่เมื่อคืน
เจอกันแล้วเอาแต่ปาร์ตี้โต้รุ่ง

ชีวิตของเจ๊ที่นี่ดูน่าอิจฉาและวิ่งสู้ฟัดมาก
เพราะทำงานที่แข่งกับเวลา และจิตใจคน............
และเล่นเที่ยวกินดื่มสมวัย











ไอ่เราก็อยากลองดูหนังที่บูดาเปสต์บ้าง
ว่าโรงหนังจะหน้าตาเป็นเช่นไร











ไปส่องหนังที่มีคำบรรยายอังกฤษ ก็เจอเรื่อง 2012
แต่...ไม่มีรอบเหมาะๆ ที่จะดูได้ เลยอด








(แต่ทว่า.....มาได้ดูหนังเรื่องนี้ทีหลังก็ดีใจมากที่หนังไม่สนุกและตอนนั้นไม่ได้ดู)











บรรยากาศของโรงหนังกลางเมืองบูดาเปสต์
เชย สวย เก่า คลาสสิค สมเมืองเขาเลย











เดินไปคุยไปเล่นไป




หนาวๆ อย่างนี้........สนุกจัง

แม่หญิงบอกว่า วันนี้เป็นวันเสาร์แรกของเดือน
ที่พิเศษสุดๆ เป็นอีเวนต์ภาคค่ำของบูดาเปสต์




กล่าวคือ ที่เที่ยว พิพิธภัณฑ์ของทั้งเมือง
จะเปิดให้เข้าชมกันภาคค่ำ เปิดไฟสว่างไสวไปทุกที่
เดินกันดึกๆ ดื่นๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกลัวอันตราย










ตามธรรมเนียม.................เมื่อมีแขกมา
คุณเพื่อนก็ใจดีพาไปชมเมืองแบบคร่าวๆ
เมืองนี้มีประชากรประมาณ ล้านเจ็ดแสนคน
เทียบกับกทม.แล้วชิดซ้ายไปไกลๆ เลย
คนน้อย เมืองสวยซึ้ง

อิอิ เราสองสาวเลยได้เดินสวีทกันทั้งคืน




เมือง "บูดาเปสต์" (ออกเสียงตามคนท้องถิ่นว่า
บู-ดา-เปชต์)
แบ่งเป็นสองฟากมีแม่น้ำผ่ากลาง
เหมือนกรุงเทพฯ ที่เกิดจากการรวมสองเมืองเข้ามาด้วยกันคือ พระนคร และธนบุรี

ที่นี่ก็เกิดจากการรวมสองเมืองเข้ามาไว้ด้วยกันเช่นกัน
ทางฝั่งพระนคร ที่มีปราสาท พระราชวังสวยงาม เรียกว่า "บูดา"
อีกฝั่งที่เป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจ เรียกว่า "เปสต์"

(เมื่อคืน สติยังไม่ครบถ้วน
เอาแต่เอ๋อและงงเดินตามคนข้างหน้า ถนนหนทางจึงไม่หลงอยู่ในความทรงจำ)

คืนนี้ ได้เวลาจดจำกันแล้ว
เราออกจากบ้านแม่หญิง PJ
ที่ตั้งอยู่แถวสถานีรถไฟใต้ดิน Kálvin tér
บนสาย M3 สีน้ำเงิน
เดินดุ่มๆ ตะลุยฝั่ง "เปสต์" กันก่อน

เริ่มที่

โบสถ์แรก ที่ได้มาคารวะคือ Saint Stephen's Basilica
โบสถ์แคทอลิกนี้ตั้งชื่อตามกษัตริย์องค์แรกของฮังการี
พระเจ้าสตีเฟ่น โบสถ์นี้ว่ากันว่า

เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นลำดับสามในเมืองบูดาเปสต์นี้
(นี่เรียกสูงแล้วหรอเนี่ย -_-')
ลองถ่ายรูป ส่องกล้องแล้ว ส่องยังไงก็ถ่ายให้
โบสถ์อยู่ตรงกลางไม่ได้
(ณ จุดนี้เพิ่งมาได้สังเกตแล้วว่า
ที่แท้เราก็สายตาเอียงนี่นา....)








เมืองนี้ ยิ่งเดินผ่านก็ยิ่งสวย...........(เราว่ากลางคืนสวยกว่ากลางวันนะ) แม่หญิงพาเดินชมโน่นชมนี่ให้ดูร้านอาหารหรูหราที่เรียงราย





ใต้สถานีรถไฟใต้ดิน





จากนั้นตัดสินใจข้ามฟากมาฝั่งบูดา ด้วยรถบัส ด้วยการหาอะไรอร่อยๆ เติมพลังกันก่อน


ด้วยความชำนาญของแป้งจี่
พาลัดเลาะเข้าไป
Marxim : The Communist Pizzeria
ร้านพิซซ่ากิ๊บเก๋ใต้ดิน ที่จำลองเอาช่วงเวลา 50 ปีที่ฮังการีตกอยู่ในดูแลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ต้องห่วงว่าจะหาไม่เจอเลย เพราะด้านนอกมีดาวแดงดวงเบ้อเร่อ นำทางไปเติมความอร่อย ที่เด็ดสุดของร้านก็คงหนีไม่พ้นวิธีตกแต่งที่รู้สึกถึงความดิบและเถื่อนเบาๆ (อารมณ์เหมือนนั่งทานอาหารในห้องน้ำแถวเยาวราช)

บนเมนูมีชื่อรายการอาหารเข้ากับบรรยากาศของร้าน เช่น Red October / Siberian Dream /Pizza a la Leningradskoje / Preelection Promises / Pussy-pussy Monica and Bill (อันนี้เริ่มจะแหวกแนว 555)

รายการชื่อบนเมนูสร้างความสนุกสนานได้ไม่น่าเชื่อ











อิ่มอร่อยกับคอมมิวนิสต์เสร็จแล้ว
ถึงภาคโรแมนติคจัดเต็มกันแล้ว


นั่งรถเมล์ขึ้นดอยมาสักพัก ก็ถึง Fisherman's Bastion
(Bastion = ป้อม / ปราการ)

สร้างสมัย 1905 (ก่อนเราเกิดแป๊บนึง)
อากาศเย็นยะเยือก เงียบๆ
พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้ยินเสียงกีต้าร์หวานๆ
จากศิลปินพเนจร ที่ซัดเพลงเพราะๆ มาโครมคราม
เหมือนจะฆ่ากันให้หัวใจละลายวายกันตรงนั้นเลย

แม้พี่กีต้าร์จะไม่ได้หล่อลากดินอะไร
หากเสียงบรรเลงเพราะๆ ของดนตรี
ประกอบวิวในค่ำคืนนั้น มองข้ามแม่น้ำมาอีกฝั่ง
จะเห็นวิวเด็ดๆ ของสะพานข้ามแม่น้ำดานูป
และอาคารรัฐสภาที่เห็นยอดแหลมๆ อีกฝั่งแม่น้ำ



โรแมนติคมากซะจนเกือบขอแม่หญิงแต่งงานไปซะแล้ว 555
(เพื่อนคนไหนจะมาขอสาวแต่งงาน
ขอแนะนำที่นี่เลย ไม่ยอมแต่งด้วยให้มันรู้ไป)


ถ้าให้ถามว่าระหว่างปรากกับที่บูดาเปสต์อันไหนโรมันชิกขุกว่ากัน ขอบอกว่าที่นี่เลย




เดาว่า เจ๊อาจจะเบื่อได้ เพราะไม่ว่าใครมาเมืองนี้ก็ต้องพามาที่นี่ ข้าพเจ้าจึงไม่อ้อยอิ่งมาก คิดในใจว่าเหลืออีกเกือบหกวันในเมืองนี้ เก็บไว้วันหลังค่อยมาส่องมาหย่อนก้นถ่ายรูปนานๆ



เดินหลุดมาจากป้อมพี่ประมงปุ๊บ เดินดุ่มๆ มาอีกหน่อย มาถึงส่วนพระราชวังหลวง.... หลังยุคคอมมิวนิสต์ก็ไร้ซึ่งราชวงศ์ประดับวังแล้ว จึงกลายเป็นที่พักของประธานาธิบดี ตำแหน่งสูงสุดของผู้นำประเทศ วังนี้เดี๋ยวกลับมาเก็บรายละเอียดกับประวัติวันหลังแล้วกันเนาะ

ชมแสงสี (เสียง ก็มีประปราย แต่ไม่อึกทึกโครมครามเหมือนในห้างบ้านเรา) กันเต็มอิ่มแล้ว สี่ขาก็เดินทางกันต่อไป ขอเก็บทั้งเมือง จึงยังไม่เน้นแวะตรงไหนนานๆ





จากฝั่งบูดา.... ข้ามกลับมาหาพี่เปสต์ด้วยรถไฟใต้ดิน




บางที่ดูด้านนอกไม่รู้คืออะไร... เห็นเพียงประตูแง้มๆ กับไฟสว่างๆ ชวนให้เข้าไปค้นหาด้านใน หลายที่เป็นผับบาร์ บางที่เป็นพิพิธภัณฑ์น่ารักๆ ที่เปิดให้เข้าฟรีกันทั้งเมือง (ถูกใจคนเบี้ยหอยน้อยมากๆ)




พิพิธภัณฑ์ไฟฟ้า.....


แม่หญิงจะฆ่าตัวตายด้วยโทรศัพท์... -_-'



บางจุดก็เป็นซุ้มขายของทำมือแฮนด์เมดเล็กๆ






คืนนี้.... เหมือนว่าทุกคนในเมือง จะพร้อมใจ
ออกจากบ้านมาตระเวนราตรีพบปะเพื่อนฝูงกัน.....


แม้หลายบาร์ระบบทำความร้อนจะย่ำแย่มาก
ไม่เห็นใครสนใจ.... แค่ได้เจอเพื่อนก็อบอุ่นมากมายแล้ว
(แหวะ 555)


ระหว่างทางกลับบ้านบอกเวลาเกือบตีหนึ่ง หลายพื้นที่ยังปาร์ตี้กันไม่เหน็ดเหนื่อย ด้านนอกตึกหลายๆ แห่งในเมืองนี้ เหมือนโดนจอมมือบอนมาทำมิดีมิร้าย บางทีก็สวย บางทีก็เน่า ด้วยอานิสงส์ของความเป็นอดีต

เมืองคอมมิวนิสต์..... เลยกลายเป็นสวยสมเมืองไปเลย...



ราตรี...สวัสดี.... ฮังการี

No comments: