-- ได้เวลาสนุกแล้วสิ --

ผ่านไปนาน ได้เวลากลับมาทำเรื่องที่ชอบๆ ได้เขียนบล็อกอีกครั้ง ดีใจจัง ตอนนี้มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่เบอร์ลินเป็นที่เรียบร้อย เรื่องราวทรหดมากมายตอนอยู่ญี่ปุ่น ก็คงได้มาเล่ารวดเดียวตอนนี้แหละ

ย้อนเรื่องราวกลับไปตอนเขียนธีสิส + ฝึกงานอยู่ที่ญี่ปุ่น ทรมานสุดก็ช่วงปลายก.ย ถึงต้นต.ค มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตมากมาย ทั้งงานที่บริษัทก็ดันมาพีคตอนช่วงนี้เนี่ยแหละ เพราะเป็นช่วงวางแพลนตั้งทาร์เก็ตปีหน้า เจ้านายใหญ่ที่ดูแลแผนกชื่อ มารุโกะ(จริงๆ เฮียชื่อมาร์โค่ เป็นชาวอิตาลี พูดเยอรมันคล่องปรื๋อ แต่คนญี่ปุ่นในบริษัทเรียกมาร์โค่ไม่ถนัด เลยกลายเป็นมารุโกะ ชื่อน่าเอ็นดูซะงั้น) มารุโกะมาแทนซูเนโอนายเจ้าเก่าตอนต้นปี แต่ทำงานเก่ง มีความเป็นผู้นำสูงมาก พูดจาตรงไปตรงมาโผงผาง แบบคนเยอรมัน แต่นิสัยก็อิตาเลียนมาเต็มๆ ประมาณแสดงอารมณ์ทุกด้านเปิดเผยหมดเกลี้ยง โมโห ก็โกรธหน้าดำหน้าแดง ดีใจก็หัวเราะดังลั่นฟลอร์ นิสัยรวมๆ ก็สรุปได้ว่า นอกจากเรื่องทำงานเก่ง ที่เหลือก็ตรงกันข้าม กับคนญี่ปุ่นจริงๆ

แปลนที่นั่งทำงานในบริษัทญี่ปุ่นก็เป็นเวอร์ชั่นประหยัดพื้นที่ นั่งทำงานกันสองแถวนั่งหันหน้าหากัน มีแผงกั้นคอก เจ้านายนั่งหัวโต๊ะ ลองจินตนาการตอนนั่งทำงานเงียบๆ กันอยู่ดีๆ เวลามารุโกะอยากเรียกใครก็ตะโกนเรียกชื่อซะดังลั่น ทำเอาทั้งคนญี่ปุ่น(รวมเราด้วย)สะดุ้งโหยง สยองทุกทีที่โดนเรียกชื่อ หัวใจวายกันได้ง่ายๆ เลย........ จำได้ตอนเฮียชอบตะโกนเรียกคนญี่ปุ่นที่เรียบร้อยจัดๆ นั่งแถวๆ นั้นทีไร เขาก็สะดุ้งเฮือก ตาลีตาเหลือก เดินไปที่โต๊ะมารุโคะ แล้วก็ไฮ่ๆๆๆๆ ไปทุกประโยค (เดาได้ว่าไม่เข้าใจก็เยอะ) ตอนมารุโคะพ่นอังกฤษไฟแลบใส่

ก็สรุปว่าไอ้ช่วงที่ยุ่งสุดขีดของบริษัทก็เป็นช่วงที่ธีสิสพีคสุดขีดเหมือนกัน อยู่ดีๆ โชคหล่นทับ ได้โอกาสไปสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัท Kyodo Printing / Toppan Printing ส่วนโชคทีหล่นทับก็ไม่ใช่เพราะดวงซะทีเดียว ที่ญี่ปุ่นก็เหมือนเอเชียหลายๆประเทศ แค่พิมพ์อีเมล์หาบริษัทเขาเพื่อขอสัมภาษณ์ก็ไม่มีใครเขาจะยอมหรอก แต่เพราะบารมีนายเก่าญี่ปุ่นสมัยทำงานอยู่เมืองไทย (แต่ตอนนี้มาอยู่ญี่ปุ่นถาวรแล้ว) ช่วยติดต่อเป็นธุระให้ได้สัมภาษณ์ ก็ขอขอบคุณเจ้านายใหญ่อีกทีที่ช่วยจัดการให้ เฮ้อ โชคดีอีกแล้วเรา

การได้คุยกับคนที่ทำงานวงการนี้ในญี่ปุ่น ก็ถึงกับตกตะลึงในเทคโนโลยีบ้านเขาที่ไปไกลมากมายกว่าบ้านเราหลายร้อยปีแสง โดยเฉพาะเรื่อง eBook eComics ที่เป็นหัวข้อธีสิสเรา การสัมภาษณ์นี่ก็ดีอย่างตรงที่ได้รู้ลึกและรู้จริงจากปากคนที่อยู่ในวงการนี้มานาน

เหนื่อยหน่อยก็ตรงที่หัวข้อธีสิสกับฝึกงานมันไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเลย งานที่บริษัทไม่เสร็จแรกๆ ก็กระวนกระวายใจกลับบ้านไม่ได้ แต่เพราะเรื่องธีสีสที่เป็นหนามยอกอกทุกวัน เวลาทำการ หลังๆ เลยปรับตัวได้มากขึ้นปั่นงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เสร็จก่อนหกโมงเย็น (ขอบคุณความกลัวธีสีสจะไม่เสร็จที่ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น) เพื่อที่กลับบ้านมาปั่นธีสิสต่ออีกรอบ พอถึงตีหนึ่งก็ต้องเตือนตัวเองให้นอน ไม่งั้นคงตื่นเช้ามาทำงานไม่ไหว เป็นวงจรชีวิตที่ขมขื่นใจมากมาย แต่ก็ไม่ต้องมาเหมาว่าคุณหนูทรายจะขยันซะเหลือเกินนะ จริงๆ ก็มีอีตาเฟซบุ๊ค และ How I met your mother ที่เป็นซีรี่ส์สุดโปรดมาบั่นทอนเวลาขยันไปเป็นระยะๆ ไหนจะปาร์ตี้ถ้าใครรู้จักเราดีก็คงจะรู้ว่าเราน่ะ ขี้เกียจสุดยอดเลย


รูปนี้ถ่ายจากมือถืออีกที เป็นแผนที่เดินหาร้านอาหารใกล้ๆ พร้อมจำนวนที่นั่งว่าง (จะได้ไม่ต้องต่อคิวนาน)

ส่วนนี่ ก็เป็นการ์ตูนเวอร์ชั่นบนมือถือ ที่มาพร้อมสีสันแล้วก็เอฟเฟกต์เจ๋งๆ .......... กว่าจะได้คิวสัมภาษณ์เฮียทอปปัง ก็เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนส่งธีสิส ทีนี้ล่ะมันส์เลย เพราะได้ข้อมูลดีๆ มามากมาย แก้แล้วแก้อีกจนเพื่อนๆ บอกว่า จบเหอะ ทำให้เสร็จ เลิกแก้ธ๊สิสได้แล้ว (แล้วรีบๆ มาสังสรรค์กัน 555)แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี อ้อ มีอุปสรรคต่ออีกหน่อยก็ตอนที่จะเข้าเล่มสามชุด ชุดละเจ็ดสิบหน้า เอามาส่งที่เยอรมัน เพิ่งจะมารู้ว่าค่าพิมพ์ ค่าเข้าเล่ม มันแพงมาก แล้วก็ได้บุญคุณโมนิก้า (เพื่อนสาวที่อบเค้กให้เมื่อวันเกิดปีที่แล้ว) ช่วยเป็นธุระจัดการให้ตั้งแต่พิมพ์จนส่งให้เรียบร้อยได้ทันวันสุดท้ายกำหนดส่งพอดี ทำเอาลุ้นจนวินาทีสุดท้ายว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีไหม ....... ขอ "เฮ้อ" ดังๆ อีกทีละกัน

พอส่งธีสีสเสร็จ ก็เหลือเวลาในโตเกียวอีกแค่สองอาทิตย์กว่าๆ เป็นสองอาทิตย์ที่เร็วจนใจหายเหมือนฝันไป คืนแรกที่ส่งธีสิสก็นัดเจอหม่ำข้าวเย็นกับคุณพี่ Foneko :) ที่ช่วยพาเที่ยวมหาลัยวาเซดะ แล้วก็ใจดีให้ยืมหนังสือ OK Go Tokyo ฉบับพิเศษจากท่านบ.กพี่ฝนเลย ขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับหนังสือเล่มนี้ ลึกๆ ก็เสียดายที่น่าจะได้เจอเล่มนี้ตั้งแต่มาโตเกียวแรกๆ เพราะเป็นหนังสือนำเที่ยวที่ไม่เหมือนใครจริงๆ มีร้านน่ารักๆ มิวเซี่ยมดีๆ ที่คัดแล้วเลือกแล้วให้คนชอบเที่ยวโตเกียวแนวใหม่ที่ไม่ได้มีแค่ Asakusa กับ Tokyo Tower หรือที่โหลๆ ที่ใครๆ หรือทัวร์เขาก็ไปกัน แต่ก็ดีใจทีได้เจอเล่มนี้อย่างน้อยสองสัปดาห์ก่อนโบกมือบ๊ายบายโตเกียวไป



สัปดาห์แรกหลังส่งธีสิส วันธรรมดาก็ทำงานไป เลิกงานก็สังสรรค์บ้างตามร้าน Yakiniku หรือ Izakaya



ร้าน Yakiniku แถวสถานี Mizonokuchi ที่เนื้อย่างอร่อยจริงๆ เพราะใช้เตาถ่านแท้ๆ ให้ได้ปิ้งได้ย่าง

ส่วนวันเสาร์ก็ตะลุยเที่ยวย่าน Ebisu แหมเพิ่งรู้ว่านั่งรถไฟจาก Shibuya ไป ป้ายเดียวก็ถึงแล้ว... เศร้าใจที่มาอยู่โตเกียว แล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้มา"อยู่"จริงๆ เลย เพราะเอาแต่อยู่ในห้องปั่นธีสิส -_-'









แล้วก็ตามรอยหนังสือเล่มเหลือง Ok Go Tokyo มาเที่ยวพิพิธภัณ์ภาพถ่ายของโตเกียว ที่เวียนๆ จัดนิทรรศการของช่างภาพดังๆ แต่ละคน เผลอแป๊บเดียวก็หมดเวลาไปสี่ชม. เลยได้ออกมาทานข้าวเที่ยงตอนบ่ายสาม ตามหาร้านเกี๊ยวซ่าในหนังสือไม่เจอ สุดท้ายเลยสุ่มมุดเข้าไปในร้านข้าวหน้าซูชิร้านนึง ตรงข้างหน้าสถานีนี้แหละ ข้างนอกดูโทรมๆ เก่าๆ แต่พอลองสั่งมาทานแล้ว ปลาดิบสดมาก อร่อยและอิ่มแบบฟลุคจริงๆ (สงสัยเพราะตำแหน่งของร้านตั้งติดกับตลาดขายอาหารทะเลยเลย







ส่วนรูปนี้ก็เป็นสนามฟุตบอลที่ให้เช่าเป็นชั่วโมง แมทช์นี้จัดกันเอง แบ่งทีมชาวต่างชาติเด็กฝึกงานและพนักงานบริษัทฝั่งสำนักชิบุย่า กับโยโกฮาม่า สาวๆ ก็นั่งเม้าท์ หม่ำขนมริมขอบสนามไป (เหมือนย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กป.ตรีอีกทีเลยแฮะ)



ส่วนรายการท้ายสุดซาโยะก็เปิดบ้านหลังน้อย เป็นโฮสท์จัด "ปาร์ตี้นี้ไม่มีธีสิส" ทำอาหารไทย แกงไฟจราจร สามหม้อ แกงเขียวหวาน แกงมัสมั่น แกงแดง หุงข้าวหม้อใหญ่อีกสี่หม้อ (ฝรั่งนี่กินจุจริงๆ)โดยได้รับความขอบคุณจากคุณโลโบ้ เกิดมาไม่เคยทำกับข้าวเลี้ยงคนสิบห้าคนมาก่อน ก็ได้เพื่อนๆที่ช่วยเป็นลูกมือ หั่นเนื้อหั่นผัก อิ่ม(แต่อร่อยรึป่าวไม่รู้) กันทั่วหน้า พอนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน ก็ได้เวลาอำลาเพื่อนๆ เพื่อกลับบ้านแล้วก็ไปให้ทันรถไฟรอบสุดท้าย เหลือก็แต่เจ๊ยอง กับแอนนิก้า ที่พักอยู่ชั้นเดียวกัน ปาร์ตี้กันต่อสามสาว หม่ำเค้ก โชว์หนังผีไทยเจ๋งๆ ให้ได้สยองเล่นกันตอนตีสอง :)


วันอาทิตย์ก็ได้ตามเจ้านายใหญ่ผู้ใจดีกับครอบครัวและเจ้าตัวเล็กไปเที่ยว Kurihama Flower World ในย่านใกล้ๆ นั่งรถไฟจากบ้านไปก็หนึ่งชม.เต็ม แล้วก็นั่งรถต่อไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงก็ถึง โชคดีที่อากาศสดใส แดดออกกระจาย ดอกไม้ก็บานเป็นบางส่วน เสียดายที่ไม่บานเต็มทุ่งเพราะเพิ่งมีไต้ฝุ่นไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา............ ก็เป็นวันดีๆ ที่ได้เล่นกับเด็ก ได้สูดกลิ่นทะเลอร่อยๆ ....... ไอ้ที่ "เฮ้อ"ไปเมื่อวันก่อนๆ ก็ได้เติมเต็มอากาศดีๆ ให้เต็มปอดก็วันนี้แหละ


1 comment:

Oakyman said...

รายละเอียดเรื่อง eBook eComics
มากระซิบให้ฟังมั่งนะ
เผื่อ TKO Comics จะได้ไม่ตกยุค อิอิ